เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ย้ำในรายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกับรองผู้ว่า ฯ อีก 2 คนออกจากพื้นที่เป็นการแก้ปัญหาโดยหลักรัฐศาสตร์ โดยไม่มีข้อครหาลงทัณฑ์ หรือผู้ถูกย้ายเกิดความเสียหายแต่อย่างใด
อีกอย่างจังหวัดภูเก็ตมีมาเฟียหลายชาติมาปักหลักอยู่เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีผลประโยชน์มากมาย ฝ่ายปกครองทั้งผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ จะต้องร่วมมือทำงานสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ถ้าทำงานร่วมกันไม่ได้ย่อมเกิดความเสียหายต่อประชาชน ดังนั้น การโยกย้ายจากพื้นที่โดยแต่ละฝ่ายไม่เสียหน้า แต่ให้ผู้มารับหน้าที่ใหม่ได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนความเห็นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมาจากการเลือกตั้งนั้น นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความพร้อมหรือยัง และการปกครองของไทยแม้แบ่งเป็นส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น แต่การปฏิบัติแล้วมีลักษณะการใช้อำนาจซ้ำซ้อนกันไปหมด เพราะการบริหารการปกครองแต่ละส่วนแบ่งหน้าที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ความเห็นให้เลือกตั้งผู้ว่า ถ้าบ้านเมืองยังสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว ก็อย่าไปคิดกันเลย
"ถ้าคิดรื้อระบบแล้วต้องรื้อกันใหญ่ และเลือกแบบที่ใช่ ต้องล้างกันครั้งใหญ่เพราะระบบมันเกินกว่าการปฏิรูปแล้ว และภายใต้การเมืองเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าทำให้เลือกตั้งผู้ว่า แล้วมาตั้งคนของตัวเองเป็นใหญ่ เกิดใช้อำนาจซ้ำซ้อนกันอีก”
อีกทั้งกล่าวถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ มาดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี ว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นผู้เสนอให้นายกฯ ดูแล เพราะจะได้ใช้อำนาจนายกฯ มาดูแลอย่างครบถ้วน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การมีปัญหาภายในพรรคกัน ซึ่งไม่สมเหตุสมผล แต่รองนายกฯ เสนอให้นายกฯ มารับผิดชอบเอง
นายจตุพร กล่าวถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ไม่รับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport ว่า นายไชยชนก ต้องพิสูจน์ให้ได้วา ไมเกี่ยวข้องด้วย โดยได้มอบหมายนโยบายให้ปลัดกระทรวงดีอีไปควบคุมดูแล้ว และไมได้ล้วงลูกสั่งการอะไรด้วย ซึ่งเป็นการพูดในหลักการ ดังนั้น การกล่าวหานายไชยชนก จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร
"ถ้าในกระทรวงมีการทุจริตในหน่วยงานนั้น เช่น มีทุจริตในกรมชลประทาน รมต.เกษตรต้องติดคุกด้วยหรือไม่ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายกฯ กำกับดูแล ถ้ามีทุจริต นายกฯ ต้องติดคุกหรือไม่ แต่ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง ไปบ่งการ ไปแทรกแซง นั่นละจึงโดน”
นายจตุพร กล่าวว่า ในกรณี TH-AI Passport ถ้า ปปช.เห็นว่ามีความน่ากังวล หรือเห็นว่ามีปัญหาควรมีหนังสือเตือนเหมือนโครงการรับจำนำข้าว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครไปยื่นร้องเรียนก่อน
อีกอย่างกระทรวงดีอี ถ้าดำเนินการด้วยความโปร่งใสแล้ว ควรเปิดประตูให้กว้าง ให้ใครเข้ามาดูก็ได้ย่อมไม่เป็นปัญหา เพราะยิ่งมีการตรวจสอบมากเท่าไร และใช้ความสุจริตมากเท่านั้น จะเป็นการสร้างตัวตนนักการเมืองให้กับคนๆนั้น
“การตรวจสอบอย่างเข้มข้นเป็นเรื่องที่ดี โดยฟังให้มากและชวนให้มาช่วย แล้วคิดว่าสถานการณ์ที่เลยเถิดมาถึงขนาดนี้อะไรทำได้บ้าง ต้องการตรวจสอบเรื่องอะไรก็ให้ตั้งในกระบวนการนั้น ให้สบายใจ สิ้นสงสัย ถ้าปล่อยให้อึมครึมก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปกปิด”
>>>>>>>>>>>>>>>>>>








