เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า การตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มธ.และอดีต สนช. เป็นประธานยุทธศาสตร์นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม.ของพรรคประชาชน จะทำให้คะแนนนิยมของพรรคลดลง
สิ่งสำคัญ ยังไม่อาจดึงเสียงนิยมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่า กทม.ตกต่ำ อย่างไรก็ตามวิธีการเช่นนี้ยิ่งทำให้เพิ่มความนิยมกับชัชชาติ จนนำไปสู่เสียงชนะขาดในสนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ซึ่งจะมีขึ้น 28 มิ.ย.นี้
แม้ ดร.สุรพล อ้างจะทำให้คนเห็นแตกต่างทางการเมืองมาร่วมกับพรรคประชาชนได้ แต่ตนกลับเชื่อว่า การนำจุดยืนการเมืองแบบขวามาประดับซ้าย ยิ่งทำให้กองเชียร์หมดใจให้กับพรรคประชาชน เพราะ ดร.สุรพล ไม่ใช่คนป๊อปปูลาร์ ที่จะลากความเห็นต่างมาสนับสนุนนายชัยวัฒน์ หรือ ดร.โจ ผู้สมัครผู้ว่า กทม.
ดังนั้น การแต่งตั้ง ดร.สุรพล จึงไม่ใช่จุดเปลี่ยนให้คนเห็นแตกต่างมาร่วมทางการเมืองกับพรรคประชาชน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ มีการพูดถึงผู้สมัครผู้ว่า กทม.กันมากขึ้น ทำให้บรรยากาศหาเสียงไม่เงียบเชียบ และเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจจากคน กทม.
อีกทั้งกล่าวว่า นายชัชชาติ มีบุคลิกและจุดยืนการเมืองที่งเข้าตาทั้งฝ่ายเสรีนิยม ก้าวหน้า และอนุรักษ์นิยม ส่วนพรรคประชาชนเปิดตัว ดร.สุรพล เพื่อจะได้คนเห็นต่างเข้ามาเพิ่มเติมนั้นคงไม่ใช่ แต่กลับมีแต่เสียงก่นด่าจากกองเชียร์ของพรรคประชาชนเสียเอง แล้วทำให้ความนิยมในตัวนายชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่า กทม.ของพรรคต้องลดน้อยไปอีก
"เรายังไม่เคยเห็นว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะมาตาม อ.สุรพล และเชียร์ผู้สมัครผู้ว่า กทม.ของพรรคประชาชน แต่เราเห็นความไม่พอใจในพรรคประชาชน ส่วนบรรดานางแบกถือเป็นลาภปากไป"
นายจตุพร กล่าวถึงการกล่าวหาระบอบอากงเก็บเงิน 4 ล้านบาทซื้อตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้าย ขรก.กทม.ในยุคของนายชัชชาติว่า คงเป็นการกล่าวหาเพื่อดึงความนิยมในตัวของนายชัชชาติ ให้ลดต่ำลงมาเท่ากับผู้แข่งขันจากพรรคตนเอง ดังนั้น การเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม.ครั้งนี้จึงเริ่มร้อนแรงขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม การหาเสียงขณะนี้ยังไม่มีจุดเปลี่ยนอะไร ถ้าไม่มีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงมามัดตัวคนใกล้ชิดชัชชาติแล้ว ยิ่งทำให้คะแนนนิยมของนายชัชชาติทิ้งห่างผู้แข่งขันไปไกลกันใหญ่ ดังนั้น ต้องรอข้อมูลของฝ่ายแข่งขันที่นัดแถลงวันที่ 6 มิ.ย.นี้
ส่วนกรณีแก้ไข รธน. 60 นั้น พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างแก้ไขต่อสภาแล้ว และยังมีมติพรรคให้ สส.ถอดชื่อของจากร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทย โดยหวั่นจะขัดคำวินิจฉัยของศาล รธน. ดังนั้น ขณะนี้มี 4 พรรคยื่นร่างแก้ไข รธน. คือ พรรคภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้เสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน
ดังนั้น หากพิจารณาความน่าจะเป็นแล้ว ร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสจะได้รับความสำเร็จมากที่สุด เพราะในการผ่านวาระ 3 ต้องใช้เสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ให้ความเห็นชอบด้วย แต่ทางการเมืองแล้ว กรณีการแก้ไข รธน.จะให้ค่าต่อผลการพิจารณาของสภาว่า ถ้าสำเร็จหรือไม่สำเร็จแล้วจะเกิดผลทางการเมืองกับแต่ละพรรคที่ยื่นร่างแก้ไขอย่างไร และพรรคการเมืองนั้นจะได้อะไรตามมา
"การเรียกร้อง รธน.ที่ผ่านมา เมื่อได้แล้ว รธน.ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรกับบ้านเมืองเลย เราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย รธน. เป็นประเทศที่มี รธน.มากที่สุด เป็นประเทศมีกฎหมายมากกว่า 1.5 หมื่นฉบับและไม่มีมนุษย์คนไหนจำกฎหมายได้หมด เราจึงแข่งกันสร้างกฎเพื่อขังตัวเอง ดังนั้นเราควรลดกฎหมายลงบ้าง"
นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันด้วยระบอบการปกครอง แต่แข่งกันที่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ดังนั้น การเมืองในวันนี้มีแต่เรื่องเดิมๆ ที่เถียงกันมาตั้งแต่วัยเด็ก ยังไม่คิดข้ามในแต่ละเรื่องกันเลย
อีกทั้งกล่าวถึง ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการอภัยโทษ และเป็นอิสระจากการจองจำว่า ทักษิณ ได้รับอภัยโทษตามปกติ เพราะมีคุณสมบัติเข้าข่าย แต่ยังมี 3 คดีเป็นบ่วงมัดขาไว้ คือ คดีชั้น 14 ที่ ปปช.ต้องสอบสวน ขรก.ที่เกี่ยวข้อง คดี ม.112 และการชดใช้ภาษีคืน 1.7 หมื่นล้านบาทให้กับกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตาม หากทักษิณ เคลื่อนไหวการเมืองมากเท่าใด เสียงเรียกร้องให้คืนเงินภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทยิ่งจะดังตามมาด้วย แล้วจะลามถึงเสถียรภาพรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยคงตัดขาดผู้นำจิตวิญญาณไม่ได้ด้วย








