"เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" นำทีม ครม. เงา พรรคประชาชน แถลงข่าวใหญ่กลางสภา ยื่นคำขาดจี้ถาม "อนุทิน-สุชาติ" เลือกข้างประชาชนคนไทย หรือเลือกอยู่ข้างเจ้าของเหมืองแร่ข้ามพรมแดน หลังเพิกเฉยปล่อยวิกฤตสารพิษตกค้างใน 6 ลุ่มน้ำหลัก กระทบสุขอนามัยพี่น้อง 4 จังหวัดเหนือ-ใต้ แฉซ้ำวันสิ่งแวดล้อมโลกเครือข่ายธรรมยาตราเดินเท้า 6 วัน ยื่นหนังสือแต่ไร้เงารัฐมนตรีมารับ แบไต๋เปิด 3 พิมพ์เขียว "ใช้คน-ใช้กฎ-ใช้งบ" บีบรัฐบาลจัดงบปี 70 เยียวยาด่วน
วันที่ 8 มิ.ย. 2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะนายกรัฐมนตรีเงา แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ถึงมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเรียกร้องตรงไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตสารพิษและโลหะหนักตกค้างในแม่น้ำสายสำคัญ 6 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและพื้นที่ทำกินของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน และระนอง ตนได้ส่งคำถามตรงไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าตกลงแล้วรัฐบาลชุดนี้เลือกที่จะอยู่เคียงข้างผลประโยชน์ของประชาชนคนไทย หรือเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับประเทศของกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของเหมืองแร่ ซึ่งเป็นต้นตอในการก่อมลพิษสร้างผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมากในขณะนี้
"ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้ เพราะพฤติกรรมและการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของภาคประชาชน รัฐบาลไม่ยอมใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น และยังไม่เห็นการจัดสรรงบประมาณลงไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด"
หัวหน้าพรรคประชาชน ยังได้เปิดเผยพฤติการณ์เพิกเฉยของภาครัฐเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับ วันสิ่งแวดล้อมโลก ได้มีเครือข่ายภาคประชาชนและภาคประชาสังคมร่วมกันเดินขบวน "ธรรมยาตรา" ยาวนานถึง 6 วันเต็ม ออกเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงรายเพื่อหวังยื่นหนังสือร้องเรียนตรงถึงรัฐบาล แต่ผลปรากฏว่ากลับไม่มีตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินทางมารับหนังสือแม้แต่คนเดียว มีเพียงระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีมารับแทนเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ตนและพรรคประชาชนพยายามขับเคลื่อนแก้ปัญหามาต่อเนื่องถึง 3 รัฐบาลแล้ว แต่ก็ยังถูกละเลย
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ครม. เงา พรรคประชาชน ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงรุกผ่านโมเดลการบริหารจัดการ 3 ด้าน ที่รัฐบาลสามารถใช้อำนาจดำเนินการได้ทันที ดังนี้1. การใช้คน (ยกระดับเจรจาพหุภาคี 4 ประเทศ) รัฐบาลไทยต้องส่งตัวแทนไปเปิดเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่าง ไทย, จีน, เมียนมา และลาว เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ในการเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพดิน คุณภาพน้ำ และสุ่มตรวจสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐานสากล ตลอดจนต้องตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่เขตพื้นที่เหมืองแร่, ขั้นตอนการขนส่ง, การนำเข้า และการส่งออก
2. การใช้กฎ (ออกกฎหมายลูกสกัดแร่เถื่อน มาตรา 104) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องใช้อำนาจออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 104 เพื่อบล็อกไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านในการขนส่งแร่พิษ โดยต้องประกาศให้การนำเข้าแร่อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths), แร่พลวง และแร่ดีบุก จะต้องมีการขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าแร่เหล่านั้นมีต้นตอมาจากเหมืองแร่ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีพอหรือไม่ หากไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์มายืนยันความปลอดภัย ต้องสั่งห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด 3. การจัดสรรงบประมาณ (บี้บรรจุแผนเยียวยาใน งบฯ ปี 70) ในส่วนของการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษตกค้างมาเป็นเวลานานจนบางรายต้องปิดกิจการลง ครม. เงา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณบรรจุลงใน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมีโครงการจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดงบประมาณรองรับ ได้แก่ โครงการปรับปรุงและตรวจสอบคุณภาพระบบน้ำประปาในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ งบประมาณสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชปลอดภัยในพื้นที่ปนเปื้อน งบลงทุนเพิ่มห้องปฏิบัติการ (Lab) สำหรับตรวจวัดคุณภาพน้ำและดินให้รวดเร็วทันสถานการณ์ งบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่








