"ครม. เงา พรรคประชาชน" กางพิมพ์เขียวสู้ศึกกำแพงภาษีมาตรา 301 (Section 301) นัดแถลงตอกย้ำ "ดร.วีระยุทธ" ชี้เกมเปลี่ยน ส่วนต่างภาษีเหลือเพียง 2.5% จี้ "ศุภจี" หยุดขุดข้อตกลงยุคภาษี 36% ไปประเคนเปิดเสรีสินค้าเกษตร-เนื้อสัตว์ปนสารเร่งเนื้อแดงให้สหรัฐฯ ขณะที่ "อดีตทูตพิสาร" สับเดินสายวอชิงตันรอบก่อนสอบตกล็อบบี้ ย้ำชะตากรรมอยู่ที่ทรัมป์คนเดียว คองเกรสไร้น้ำยา กางโผ 3 ขุนพลรีพับลิกันที่ต้องดีล พร้อมแนะดันเอกชนไทยเทงบลงทุน 5 รัฐชี้ขาดประธานาธิบดี
วันที่ 8 มิ.ย.2569 เวลา 14.00 น.ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครั้งที่ 5 ถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) กำลังเปิดไต่สวนเพื่อบังคับใช้อัตราภาษีใหม่กับประเทศไทย
โดยนายวีระยุทธ กล่าวว่า "ภาษีทรัมป์" ยังไม่จบ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะดูเงียบไปเนื่องจากมีสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยสืบเนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้ภาษีตอบโต้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สหรัฐฯ จึงหันมาใช้มาตรา 122 จัดเก็บภาษีไทยอยู่ที่ 10% ซึ่งกรอบนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สถานการณ์ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ โดยสหรัฐฯ พยายามจะนำ มาตรา 301 มาบังคับใช้ โดยยก 2 ข้ออ้างสำคัญคือ แรงงานบังคับ และ การผลิตส่วนเกิน พรรคประชาชนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อท่าทีของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ที่พยายามจะเร่งเจรจาให้จบ โดยการนำกรอบข้อตกลงเดิมในอดีตสมัยที่ไทยเคยถูกขู่เก็บภาษีสูงถึง 36% ไปเจรจายกคำขอทั้งก้อน ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง เพราะปัจจุบันภายใต้มาตรา 301 หากไทยทำตามเงื่อนไขจะถูกเก็บภาษีที่ 10% แต่ถ้าไม่ยอมทำตามจะถูกเก็บที่ 12.5% ซึ่งมีส่วนต่าง (Gap) เพียงแค่ 2.5% เท่านั้น แต่กระทรวงพาณิชย์กลับจะนำผลประโยชน์ชาติไปแลกเกินสัดส่วนอย่างน่ากังวล เช่น การยกเลิกภาษี 99% ให้สินค้าสหรัฐฯ, การซื้อพลังงานและเครื่องบิน, การเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ และข้าวโพด รวมถึงการยกเลิกรางวัลนำจับของศุลกากร
"ขอเรียกร้องอย่ายึดเอาตัวเลขภาษี 10% มาเป็น KPI ความสำเร็จ เพราะข้อแลกเปลี่ยนเหล่านี้หากเปิดเสรีตลาดเนื้อสัตว์ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงไปแล้ว เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเสียหายและเปลี่ยนกลับคืนไม่ได้อีกเลย ที่สำคัญเรามีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถต่อสู้ข้อกล่าวหาเรื่องผลิตล้นเกินและแรงงานบังคับได้ชัดเจนว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริงในไทย รัฐบาลจึงต้องสู้ ไม่ใช่ยอมหมอบ" ดร.วีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลนำข้อตกลงนี้เข้าสู่กระบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 เนื่องจากเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลจะทำการเจรจาอย่างปิดลับไม่ได้ ต้องโปร่งใสและเป็นธรรมกับประชาชนทุกฝ่าย
ด้าน นายพิศาล กล่าวว่า ตนขอเสนอแนะเชิงลึกแบบ "รู้เขา รู้เรา" ว่า ทริปเยือนสหรัฐฯ ของนางศุภจีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ถือว่า "สอบตกในเรื่องการล็อบบี้" เพราะได้พบคนที่ถูกต้องเพียงคนเดียวเท่านั้น นอกนั้นพบนอกเป้าหมายทั้งหมด รัฐบาลไทยต้องเข้าใจกลไกอำนาจในวอชิงตันยุคปัจจุบันว่า อำนาจทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพียงคนเดียว ขณะที่สภาคองเกรส รวมถึง ครม., สส. และ สว. พรรครีพับลิกัน (Republican) เกือบทั้งหมดอยู่ในสภาวะอวยเอาใจและไม่คิดขัดใจทรัมป์ ดังนั้น หากนางศุภจีจะเดินทางไปวอชิงตันครั้งต่อไปเพื่อให้ "สอบผ่านแบบเป็นมวย" ต้องพุ่งเป้าล็อบบี้บุคคลสายตรง 3 รายนี้ให้ได้ Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ: เพื่อนเกลอคนสนิทของทรัมป์ แม้ไม่ได้ดูมาตรา 301 โดยตรงเหมือน USTR แต่เป็นคนที่มีบารมีและเข้าถึงตัวทรัมป์ได้มากที่สุด ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการค้าและการผลิต: มือขวาในทำเนียบขาวผู้ทำเรื่องภาษีของทรัมป์มากับมือ และที่สำคัญเคยเป็นอาสาสมัครหน่วยสันติภาพ (Peace Corps) อยู่ในประเทศไทยช่วงปี 1973-1976 (พ.ศ. 2516-2519) รู้ภาษาไทยและเข้าใจเมืองไทยเป็นอย่างดี สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ: ขุนพลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดใน ครม. เศรษฐกิจและนโยบายภาษีของทรัมป์ ซึ่งนางศุภจีในฐานะรองนายกฯ ต้องขอเข้าพบให้ได้ และคนนี้มีกำหนดการเดินทางมาประชุมประจำปีของธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ รัฐบาลไทยต้องเร่งทำแผนสร้างความประทับใจล่วงหน้า
"นางศุภจีไปคองเกรสได้ แต่อย่าขอพบ สส. หรือ สว. พรรคเดโมแครต (Democrat) เพราะทรัมป์ไม่ฟังแน่นอน และต้องถนอม สว. แทมมี่ ดักเวิร์ธ ไว้ อย่าใช้เธอเป็นยาสามัญประจำบ้านในทุกเรื่อง แต่ให้เจาะ สว. รีพับลิกันสายตรง เช่น ลินด์ซีย์ แกรม (Lindsey Graham) จากรัฐเซาท์แคโรไลนา ที่ตีกอล์ฟกับทรัมป์เป็นประจำ รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ (House Ways and Means Committee) และคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา (Senate Finance Committee)" ขอเสนอดึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ให้เดินทางไปร่วมแสดงฝีมือการทูตและการล็อบบี้ทางการเมืองที่วอชิงตัน โดยใช้ประโยชน์จากความเป็น "พันธมิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย" ชี้ให้ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ เห็นคุณค่าของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก เอเชียแปซิฟิก ไปจนถึงยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง เพื่อใช้มิติความมั่นคงมาคานมาตรการกีดกันทางการค้า”นายพิศาล กล่าว
นายพิศาล กล่าวว่า ในระยะยาว นายพิศาล ได้แนะกลยุทธ์เหนือชั้นในการสร้าง "ไพ่ต่อรองถาวร" เหนือทำเนียบขาว ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในอนาคต โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนและโน้มน้าวภาคเอกชนไทยให้ไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาอย่างมียุทธศาสตร์ คือ "เน้นลงทุนสร้างงาน" ในมลรัฐที่เป็น รัฐชี้ขาดการเลือกตั้ง หรือ สวิงสเตต ได้แก่ เพนซิลเวเนีย มิชิแกน วิสคอนซิน จอร์เจีย แอริโซนา
"หากเม็ดเงินลงทุนและโรงงานของภาคเอกชนไทยสามารถไปสร้างงานสร้างอาชีพใน 5 รัฐสวิงสเตตเหล่านี้ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตัวแทนของประเทศไทยจะเป็นฝ่ายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนในอนาคตวิ่งเข้าหาและเปิดประตูทำเนียบขาวต้อนรับเองอย่างแน่นอน" นายพิศาล กล่าว








