"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" แท็กทีมประชาธิปัตย์ ขยี้เมกกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ หวั่นซ้ำรอยบทเรียนราคาแพงของ EEC ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนจนกู่ไม่กลับ แฉยับรัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อแต่ข้อมูลด้านดี ทว่าปกปิดความจริงเรื่องการ "ฉีกภาคใต้แยกส่วน" เอื้อประโยชน์ทุนใหญ่แค่ 4 จังหวัด แต่ปล่อยอีก 10 จังหวัดเผชิญผลกระทบ ดักคอ สส.ปักษ์ใต้ฝั่งรัฐบาล หากโหวตคว่ำ กมธ.วิสามัญ ต้องตอบคำถามคนในพื้นที่ให้ได้ว่า "ปิดหูปิดตาคนบ้านเดียวกันทำไม"
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ "โครงการแลนด์บริดจ์" ซึ่งเสนอโดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นเสนอญัตติร่วม โดยชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีความพยายามจากภาครัฐในการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว เพื่อชี้นำและหว่านล้อมให้คนภาคใต้หลงเชื่อว่าโครงการนี้คือความเจริญ แต่แท้จริงแล้วกลับมีการปกปิดข้อเท็จจริงอันร้ายแรงที่ประชาชนควรสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ โครงการแลนด์บริดจ์ล้านล้านบาทนี้ เป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่ได้ประโยชน์เพียงคนบางกลุ่ม และเป็นการ "ฉีกทิ้งภาคใต้ให้แยกออกเป็นส่วนๆ" เนื่องจากโครงสร้างหลักครอบคลุมเพียงแค่ 4 จังหวัดเท่านั้น คือ ระนอง, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
"ภาคใต้เรามีทั้งหมด 14 จังหวัด มีประชากรกว่า 14 ล้านคน คำถามคือ อีก 10 จังหวัดที่เหลือ รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาได้ประโยชน์อะไร? กลายเป็นว่าพวกเขาต้องมาร่วมแบกรับผลกระทบจากโครงการนี้โดยไม่ได้อะไรเลย ผมในฐานะคนปักษ์ใต้ที่เกิดและเติบโตที่นี่ มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงอยู่ครบทั้ง 14 จังหวัด จึงยอมไม่ได้ที่โครงการซึ่งคิดจากคนข้างบนเพียงไม่กี่คน จะลงมาบดขยี้วิถีชีวิตของคนระดับฐานราก"
นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเสนอแผน "เซาท์เทิร์น คอนเน็ค" (Southern Connect) เพื่อเป็นแนวคิดกระจายความเจริญและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 14 จังหวัด ภายใต้กรอบวงเงินลงทุนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจใต้มากกว่า
นอกจากนี้ นายสาทิตย์ ยังแสดงความกังวลว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่หยิบยกมาจากแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ปี 2528 ซึ่งเกิดขึ้นคู่ขนานกับแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก จนกลายมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในปัจจุบัน
"ตอนนี้เป็นอย่างไร? EEC กำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนอย่างมหาศาล ทรัพยากรธรรมชาติพังพินาศ ซึ่งข้อมูลความล้มเหลวเหล่านี้ภาครัฐไม่เคยบอกประชาชน โครงการมุ่งเน้นแต่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ แต่ละเลยประชาชนตัวเล็กตัวน้อยในภาคเกษตรกรรมและแรงงาน จนชาวบ้านพากันตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้อาจเป็นการสานต่อแนวคิด 'ขุดคลองคอดกะ' ในอดีตที่ล้มเหลว แต่ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อเป็นเครื่องมือหาจัดสรรผลประโยชน์ของหลายฝ่ายหรือไม่"
นายสาทิตย์ ยังได้ติติงคำแถลงของนายกรัฐมนตรีที่เคยอ้างเรื่องความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์โลก และการชูจุดขายเรื่อง "ความมั่นคงทางอาหาร" ว่ามีความย้อนแย้งและสับสนเป็นอย่างยิ่ง
"ถ้าบอกว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกตึงเครียด เช่นกรณีช่องแคบฮอร์มุซ แล้วการที่เราไปสร้างแลนด์บริดจ์เป็นทางผ่านตัดหน้า มันจะไม่ยิ่งดึงดูดความตึงเครียดและความมั่นคงเข้ามาสู่ภูมิภาคของเราหรืออย่างไร? ส่วนที่อ้างเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ยิ่งฟังแล้วงงไปใหญ่ เพราะแลนด์บริดจ์คือการยกตู้สินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถไฟไปลงเรืออีกฝั่งหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอาหารเลย ผลการศึกษาของ สนข. หรือสภาพัฒน์ฯ ที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ไม่มีตรงไหนระบุเรื่องนี้อย่างชัดเจน สิ่งที่ท่านนายกฯ พูดจึงเหมือนข้อมูลที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ"
นายสาทิตย์ ยืนยันหนักแน่นถึงความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาศึกษา แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะส่งสัญญาณว่าไม่จำเป็นเพราะมีคณะทำงานระดับปลัดกระทรวงอยู่แล้ว โดยชี้ว่าคณะทำงานของรัฐบาลไม่มีสัดส่วนของภาคประชาชนที่เดือดร้อนเข้าไปอยู่เลย
"การที่รัฐบาลบอกว่าไม่จำเป็นต้องตั้ง กมธ. ถือเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนอย่างชัดเจน โครงการที่กระทบวิถีชีวิตคนเป็นล้าน จะคิดแค่กลุ่มคนไม่กี่คนข้างบนแล้วมาบังคับคนข้างล่างไม่ได้ สภาฯ แห่งนี้คือตัวแทนประชาชน ดังนั้น สส.ปักษ์ใต้คนไหน ไม่ว่าฝั่งรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ถ้าเห็นว่าไม่ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ คุณต้องกลับไปตอบคำถามคนในพื้นที่ให้ได้ด้วยว่า... ท่านจะปิดหูปิดตาคนบ้านเราทำไม!" นายสาทิตย์ กล่าว








