รัฐสภาป่วน! "กรณ์ จาติกวณิช" นำทีมประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติด่วนตั้ง กมธ. วิสามัญเบรกโครงการ "แลนด์บริดจ์" แฉยับรัฐบาลหมกเม็ด ไม่ยอมบรรจุในเล่มนโยบายตอนแถลงต่อสภาฯ กางตัวเลขเดือดโชว์เดินเรือผ่านแลนด์บริดจ์ไทย แพงกว่าช่องแคบมะละกาถึง 180 ล้านบาท แถมมาเลเซียทำเสร็จตัดหน้าเปิดใช้ต้นปี 2572 จี้รัฐพับโครงการ ลุยเดี่ยว "เซาท์เทิร์น คอนเน็ค" ดันมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-นราธิวาส เชื่อมมาเลย์ ประหยัดงบกว่าเห็นๆ
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ "โครงการแลนด์บริดจ์" ซึ่งเสนอโดย นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับญัตติในทำนองเดียวกันอีก 5 ญัตติ
นายกรณ์ เริ่มต้นอภิปรายด้วยท่าทีดุดันว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกกะโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา มีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการนำเสนอข้อมูลของรัฐบาลขาดความโปร่งใส ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ และมีความเสี่ยงสูงที่จะสร้างมหันตภัยต่อระบบเศรษฐกิจ วินัยทางการคลัง ระบบนิเวศ และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหากตัดสินใจผิดพลาดจะเป็นความเสียหายแบบถาวรที่กู้กลับคืนมาไม่ได้
"เป็นเรื่องน่าแปลกที่ตอนนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาฯ กลับไม่มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์เลยแม้แต่คำเดียว ทั้งที่เป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูงที่สุดและกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์มากที่สุด ผมคิดว่ามีเพียง 3 ความเป็นไปได้เท่านั้น คือ 1. ท่านนายกฯ ลืมเพราะงานเยอะ 2. ตอนนั้นยังไม่ได้คิด หรือ 3. จงใจที่จะปกปิด เพราะนโยบายนี้พรรคภูมิใจไทยก็ไม่เคยยื่นต่อ กกต. ช่วงหาเสียง สังคมจึงตั้งคำถามว่า เจตนาที่แท้จริงในการยัดเยียดโครงการนี้คืออะไร จนทำให้เกิดกระแสตีกลับและความแตกแยกในพื้นที่จังหวัดชุมพรมาแล้ว" นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ ได้นำข้อมูลทางสถิติและตัวเลขต้นทุนของบริษัทเดินเรือระดับโลกมาแฉกลางสภาฯ เพื่อหักล้างข้อมูลของกระทรวงคมนาคม โดยระบุว่า เส้นทางปกติ (ช่องแคบมะละกา): เรือบรรทุกตู้สินค้าขนาดใหญ่ (20,000 TEU) ใช้เวลาเดินทาง 9 วัน ต้นทุนเฉลี่ยวันละ 10 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายแล่นเรือตลอดเส้นทางอยู่ที่ 90 ล้านบาท เส้นทางแลนด์บริดจ์ไทย รัฐบาลอ้างว่าประหยัดเวลาได้ 3-4 วัน แต่บริษัทเดินเรือพูดเสียงเดียวกันว่าประหยัดได้จริงแค่ 2 วัน หากปัดเศษให้ 4 วันเต็ม จะเหลือวันแล่นเรือ 5 วัน (ค่าเรือ 50 ล้านบาท) แต่ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าบริการส่วนเพิ่ม ได้แก่ ค่าระวางรถไฟ, ค่าขนตู้ขึ้น-ลงเรือ, ค่าผ่านประตูท่าเรือ รวมเป็นเงินสูงถึง 220 ล้านบาทต่อเที่ยว ผลลัพธ์คือ ต้นทุนรวมผ่านแลนด์บริดจ์จะสูงถึง 270 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่าการแล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกาแบบเดิมถึง 180 ล้านบาท อีกทั้งในความเป็นจริง เรือต้องจอดรอคิวเทียบท่าเพื่อยกลงรถไฟ ซึ่งต้องใช้รถไฟขนส่งมากถึง 100 ขบวนต่อเที่ยวเรือ จึงไม่มีทางประหยัดเวลาได้จริงตามที่กล่าวอ้าง บริษัทเดินเรือทุกเจ้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "สร้างมาก็ไม่ใช้"
นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังเตือนให้รัฐบาลตื่นจากฝันและมองความเป็นจริงรอบบ้าน โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศมาเลเซียได้ทำโครงการเสมือนแลนด์บริดจ์เสร็จสิ้นไปกว่า 90% แล้ว และมีกำหนดเปิดใช้งานจริงในต้นปี พ.ศ. 2572 โดยมาเลเซียมีท่าเรือน้ำลึก 2 แห่งรองรับอยู่แล้ว คือ ท่าเรือกวนตัน (ฝั่งอ่าวไทย) และท่าเรือกลัง (ฝั่งอันดามัน) พร้อมสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงทั้งสองท่าเรือยาวลงมาจนเกือบถึงอําเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ของไทย ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกมีทางเลือกที่พร้อมใช้งานและคุ้มค่ากว่าโครงการของไทยที่ยังเป็นวุ้นอยู่
ในช่วงท้าย นายกรณ์ ได้เสนอทางเลือกในการพัฒนาภาคใต้ทดแทนแลนด์บริดจ์ ภายใต้แผน "เซาท์เทิร์น คอนเน็ค" (Southern Connect) ซึ่งระบุว่าตอบโจทย์วิถีชีวิตคนใต้อย่างแท้จริง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และใช้เงินลงทุนไม่ถึง 7 แสนล้านบาท (ประหยัดกว่าแลนด์บริดจ์กว่า 3 แสนล้านบาท) ประกอบด้วย: ก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้: ลากยาวตั้งแต่ กรุงเทพฯ ผ่านทุกจังหวัดภาคใต้ ลงไปสิ้นสุดที่จังหวัดนราธิวาสและเชื่อมต่อมาเลเซีย เพื่อกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรมในพื้นที่ รถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้า 100%: สานต่อโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ที่ริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งปัจจุบันสร้างถึงชุมพรแล้ว ให้ขยายเส้นทางไปถึงมาเลเซียและปรับปรุงเป็นระบบรางไฟฟ้าทั้งหมด
"ผมจึงเสนอญัตติด่วนนี้เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง กมธ. ขึ้นมาทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการของรัฐบาล เพื่อดึงหน่วยงานและที่ปรึกษาที่เป็นกลางมาร่วมค้นหาข้อเท็จจริง ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจทำโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศ และหวังว่าการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ จะไม่เป็นการเปลี่ยนไปในทางที่เป็นภัยร้ายแรงต่อบ้านเมืองชั่วนิรันดร์" นายกรณ์ กล่าว








