หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงสับกระทรวงพลังงาน ยันกำไรโรงกลั่นไตรมาสแรกคือบทพิสูจน์มี "ลาภลอย" จริง ชี้รัฐบาลถอยหนีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน แฉเงื่อนงำสูตรค่าไฟเอฟที (FT) แกล้งตบตาอุ้มคนจน แต่ผลักภาระให้ร้านค้าเล็ก ๆ และครอบครัวขยายต้องแบกหนี้แทนกลุ่มทุน
วันที่ 28 พ.ค.2569 เวลา 15.30 น.ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงการดำเนินงานด้านพลังงานของรัฐบาล โดยพุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างดุเดือด ว่าที่ผ่านมารมว.พลังงาน มาชี้แจงต่อสภาฯ ด้วยท่าทีขึงขังมากว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาพลังงานเพื่อประชาชน และพร้อมเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนพลังงาน แต่สุดท้ายการดำเนินงานกลับไปไม่สุดซอย โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่ตอนแรกประกาศว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แล้วจะใช้ระบบ "สิงคโปร์ดิสเคานต์" (ลดราคาหน้าโรงกลั่น) แทน แต่ปัจจุบันกลับเงียบหาย และโยนภาระกลับไปให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกรับเหมือนเดิม
"ผมต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐมนตรีจึงไม่ทำตามที่พูดกับสภาฯ ถอยเพราะอะไร เดินไปยังไม่ถึงกลางซอยด้วยซ้ำ ผมไม่ทราบว่าไปเห็นอะไรอยู่ท้ายซอย มีนักเลงหรือมีอะไรอยู่ตรงนั้นถึงได้ถอยกลับมา และถ้าถามว่ามีส่วนต่างหรือลาภลอยของโรงกลั่นจริงไหม ตัวเลขกำไรโรงกลั่นในไตรมาสแรกมันเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่ามีจริง แต่รัฐมนตรีกลับไม่ให้กลุ่มทุนเหล่านี้มาร่วมรับผิดชอบ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาค่าไฟฟ้าว่า รัฐบาลพยายามหาเสียงว่าจะขายค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท และพยายามสร้างภาพว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย แต่ในความเป็นจริง ครอบครัวขนาดใหญ่ ครอบครัวขยาย หรือแม้แต่ร้านค้าโชห่วยเล็ก ๆ ที่มีตู้แช่เครื่องดื่ม ต่างก็ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยทั้งสิ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องมาแบกรับค่าไฟที่สูงขึ้นจากสูตรคำนวณเดิมและค่าเอฟที (FT) ที่รัฐบาลไม่ยอมแตะต้องเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนไฟฟ้า
ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า แม้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะดูเหมือนทรงตัว แต่เกิดจากการแอบเปลี่ยนโครงสร้างเงียบ ๆ และนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนเพิ่มขึ้น ทั้งที่ปัจจุบันสถานะกองทุนก็ติดลบอย่างหนักอยู่แล้ว
"วิกฤตครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เลือกแล้วว่าจะยอมให้บริษัทขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ และทิ้งภาระหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทุกวันไว้ให้ประชาชนแบกรับแทน ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลร้ายแรงต่อต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแน่นอน" นางการดี กล่าว








