ปชป. แท็กทีมถล่มอภิมหาโครงการ "แลนด์บริดจ์" ชี้ตัวเลขฟ้องไม่คุ้มทุน ไร้ประโยชน์ต่อเกษตรกร เตือนรัฐบาลอย่าดื้อแพ่งใช้อำนาจหักดิบ ระวังเจอแรงต้านระลอกใหญ่ ด้าน "การดี" หวั่นกระทบพื้นที่ยูเนสโก ทำลายสิ่งแวดล้อมประเมินค่าไม่ได้
วันที่ 28 พ.ค.2569 เวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเสนอญัตติโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาภาคใต้ และไม่ได้ค้านเพราะไม่อยากเห็นความเจริญ แต่จากการศึกษาพบว่าโครงการนี้ไม่มีความคุ้มทุน ทางพรรคจึงมองว่า ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่เท่ากันหรือน้อยกว่า รัฐบาลสามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ได้มากกว่า
"เรามองว่าภาคใต้ไม่ใช่แค่ทางผ่านสำหรับเรือต่างชาติ หรือเป็นโอกาสของคนขายที่ดินบางกลุ่ม แต่คนใต้ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเกษตรกรและผู้ผลิตอย่างแท้จริง พรรคเสนอว่าควรนำงบประมาณนี้มาทำมอเตอร์เวย์เชื่อมตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงชายแดนใต้ รวมถึงรถไฟรางคู่ระบบไฟฟ้าเชื่อมต่อมาเลเซีย และขยายทางหลวงแนวขวางพร้อมพัฒนาท่าเรือสองฝั่งเพื่อรองรับสินค้าของคนใต้เอง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ด้าน นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเพียง "การขายฝัน" ที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาหรือลดต้นทุนให้บริษัทเดินเรือเมื่อเทียบกับการวิ่งผ่านช่องแคบมะละกาตามที่รัฐบาลอ้าง เมื่อตัวเลขชี้ชัดว่าไม่คุ้มทุน รัฐบาลก็ไม่ควรเดินหน้า เพราะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตชาวบ้านนั้นรุนแรงจนประเมินค่าไม่ได้ พร้อมกันนี้ได้แสดงความกังวลหลังได้รับสัญญาณว่า ฝั่งรัฐบาลอาจจะไม่ยอมให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้
"ถ้ารัฐบาลจะคว่ำการตั้ง กมธ. จริง ๆ ผมมองว่าใจแคบ เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรียังตั้งคณะกรรมการศึกษาเพิ่มเติม โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน แล้วเหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ สส. ที่มาจากประชาชนได้ศึกษาข้อมูลคู่ขนานกันไปเพื่อความโปร่งใส การใช้อำนาจผลักดันโดยไม่สนความรู้สึกประชาชน มีแต่จะสร้างความขัดแย้ง" นายกรณ์ กล่าว
ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งของตัวเลขผลประเมินระหว่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) รายงานของ สนข. มีการตั้งงบเยียวยาสิ่งแวดล้อมไว้สูงถึง 16,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างลึกซึ้งคือ ความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการท่องเที่ยว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้ความสำคัญ ซึ่งท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน การประเมินโครงการจะมองแค่ตัวเลขเม็ดเงินทางเศรษฐศาสตร์แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องตั้ง กมธ. วิสามัญขึ้นมาพิจารณาให้รอบด้าน








