"พริษฐ์ วัชรสินธุ" รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดนิยาม "ระบอบสีน้ำเงิน" ชี้เป็นกลุ่มการเมืองหัวหมอ อาศัยช่องโหว่กติกาเลือกกันเองแทรกแซงวุฒิสภา หวังขยายอำนาจคุมเบ็ดเสร็จทั้งรัฐบาล สภา และองค์กรอิสระ พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทย ปมตั้งเงื่อนไขใช้เสียง สว. 2 ใน 3 แก้ไข รธน. เพราะมั่นใจว่าสั่งซ้ายหันขวาหันได้ใช่หรือไม่ เผย ปชน. เตรียมยื่น 2 ร่างสัปดาห์นี้ ชูพลัง 21 ล้านเสียงทลายกรอบ รธน. 60
วันที่ 26 พ.ค. 2569 เวลา 08.50 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยได้อธิบายถึงนิยามและความหมายของคำว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้ ว่า ระบอบสีน้ำเงิน หมายถึง กลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งออกแบบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้เป็นการเลือกกันเองภายในกลุ่มอาชีพ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน กลไกนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองดังกล่าวสามารถเข้ามาแทรกแซงและเข้าควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ ทั้งนี้ เมื่อกลุ่มการเมืองนี้สามารถยึดกุมอำนาจในวุฒิสภาได้แล้ว จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโน เนื่องจาก สว. มีอำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
"ยุทธศาสตร์ของระบอบสีน้ำเงินในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเป้าหมายชัดเจนใน 2 แนวทาง คือ 1. พยายามขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้เกิดกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแช่แข็งให้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่พวกเขาได้ประโยชน์คงอยู่ต่อไป หรือ 2. หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเขียนใหม่ ก็ต้องกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่มของตนเองสามารถผูกขาดการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกำหนดเนื้อหาปลายทางได้" นายพริษฐ์ กล่าว
นอกจากนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาชนยังได้ตั้งข้อสังเกตเชิงรุกไปยังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอเงื่อนไขว่า การจะเห็นชอบเนื้อหาในรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สว. สูงถึง 2 ใน 3 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค้านสายตาประชาชนอย่างรุนแรง เพราะ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง การตั้งกติกาเช่นนี้ทำให้สังคมเกิดคำถามสำคัญว่า พรรคภูมิใจไทยได้ประเมินล่วงหน้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าตนเองจะสามารถควบคุมและสั่งการเสียงของ สว. ได้ถึง 2 ใน 3 ของสภาสูง
สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชน นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า เตรียมจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 2 ร่างอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ โดยเนื้อหาจะยึดมั่นใน 3 หลักการสำคัญ คือ 1.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง 2.มีกลไกป้องกันการผูกขาดอำนาจทางการเมือง และ3.ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษใด ๆ ให้แก่ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ
“หลักการทั้ง 3 ข้อนี้เคยผ่านความเห็นชอบและได้รับการยอมรับจากวุฒิสภาชุดก่อนมาแล้ว จึงน่าติดตามว่า สว. ชุดปัจจุบันจะลงมติไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะนำมติมหาชนจำนวน 21 ล้านเสียง ที่เคยออกเสียงประชามติสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาเป็นแรงขับเคลื่อนและเกราะกำบังสำคัญในการนำพาประเทศออกจากกรอบอำนาจของรัฐธรรมนูญปี 2560”นายพริษฐ์ กล่าว








