"พริษฐ์ วัชรสินธุ" โฆษกพรรคประชาชน ชวนสังคมจับตา กกต. ในช่วงโค้งสุดท้ายอีก 1 เดือน ชี้ชะตาคดีทุจริตเลือก สว. หวั่นซ้ำรอยคณะอนุฯ เสนอยกคำร้อง ย้ำชัดหลักฐานเส้นทางการเงิน-โพยคะแนนแน่นหนา มั่นใจเข้าเกณฑ์ส่งศาลฎีกา พร้อมเทียบเคียงคดีบรรทัดฐานปี 68 แค่แชตไลน์หลุดไม่กี่คำยังฟันผิดได้
วันที่ 26 พ.ค. 2569 เวลา 08.50 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่มีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเคลื่อนไหวโต้แย้งข้อครหาเรื่องกลุ่มการเมือง โดยได้เรียกร้องให้ภาคประชาชนร่วมกันติดตามการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างใกล้ชิด ในกรณี "สำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26" ซึ่งมีมติเสนอให้ กกต. ชุดใหญ่ ส่งคำร้องไปยังศาลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 138 คน และเครือข่ายพรรคการเมืองอีก 91 คน
นายพริษฐ์ ระบุว่า ช่วงเวลา 1 เดือนต่อจากนี้ ถือเป็นจุดตัดสำคัญสูงสุดของคดีทุจริตเลือก สว. ปี 2567 เนื่องจาก กกต. ชุดใหญ่ต้องลงมติเลือกระหว่างการส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือจะเลือกเดินตามแนวทางของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ที่เสนอให้ยกคำร้อง ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง สังคมอาจมองว่าเป็นการ "เป่าคดี" เพื่อยุติกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ
"พยานหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นบัตรลงคะแนนที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์แล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยปราศจากการนัดหมายล่วงหน้าหรือการจัดตั้ง นอกจากนี้ ในสำนวนยังมีหลักฐานเชิงลึกเกี่ยวกับการเดินทาง การเข้าพักร่วมกัน หลักฐานการว่าจ้าง และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองระดับสูง ซึ่งแน่นหนาเพียงพอที่ กกต. จะต้องส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัย" นายพริษฐ์ กล่าว
โฆษกพรรคประชาชน ยังได้หยิบยกคดีบรรทัดฐานเมื่อปีที่ผ่านมา (คดีหมายเลขแดงที่ 53/2568) ขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าในคดีดังกล่าว กกต. มีเพียงหลักฐานภาพแคปหน้าจอการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) ไม่กี่ข้อความระหว่างบุคคล 2 คนที่ขอแลกคะแนนกัน แต่ กกต. ก็ยังเห็นชอบส่งเรื่องให้ศาล และในท้ายที่สุด ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาลงโทษเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำความผิดเป็นเวลา 10 ปี ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับคดีฮั้ว สว. ในปัจจุบันที่มีทั้งหลักฐานเส้นทางการเงินและโพยคะแนนที่เป็นระบบ หาก กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง ย่อมสร้างความเคลือบแคลงใจและค้านสายตาประชาชนอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนว่า ปัจจุบันกรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับการรับรองตำแหน่งมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน หาก กกต. มีมติคว่ำสำนวนคดีนี้ สังคมก็อดคิดไม่ได้ว่าเกิดจากการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่ม สว. ที่มีชื่ออยู่ในสำนวนหรือไม่ จึงคาดหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาดังกล่าว








