สภาฯ แจงงบรักษา-ทุนบุตรอดีต สส. โต้หมอวรงค์ ยันโปร่งใสเบิกตามเกณฑ์คลัง
วันที่ 21 พ.ค.69 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยกลุ่มงานกิจการทั่วไป สำนักบริหารงานกลาง ในฐานะฝ่ายเลขานุการการบริหารกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสิทธิประโยชน์ของกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สืบเนื่องจากกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตในการประชุมสภาฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่อาจเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลและการศึกษาบุตรในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งทางสำนักงานฯ ยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและยึดถือความโปร่งใสเป็นหลักเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า วงเงิน 130,000 บาทต่อปี สำหรับการตรวจสุขภาพประจำปีนั้นถือว่ามากเกินไปหรือไม่ ทางโฆษกสภาฯ ชี้แจงว่าตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2567 ได้มีการแก้ไขให้รวมการตรวจสุขภาพประจำปีเข้าไปด้วย เนื่องจากเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่ช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาวได้มากกว่าการรักษาพยาบาลทั่วไป โดยวงเงิน 130,000 บาทนี้ ไม่ใช่สำหรับการตรวจสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวงเงินรวมทั้งหมดของค่ารักษาพยาบาลต่อปี ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวภายในวงเงินดังกล่าว
ในส่วนของเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยเฉพาะกรณีโรงเรียนนานาชาติที่ถูกมองว่าสามารถเบิกได้เต็มจำนวนนั้น ข้อเท็จจริงตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ปี 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติ่ม ข้อ 45 กำหนดว่าบุตรที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่รวมบุตรบุญธรรม โดยให้สิทธิตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปริญญาตรี เฉพาะบุตรลำดับที่ 1 และ 2 ที่อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ หากบิดามารดาเป็นสมาชิกทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิได้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น โดยอ้างอิงอัตราการเบิกจ่ายตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0422.3/ว 257 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ซึ่งโรงเรียนนานาชาติจัดเป็นสถานศึกษาเอกชนประเภทไม่รับเงินอุดหนุน จะมีเพดานการเบิกจ่ายที่ชัดเจน ไม่ได้เบิกได้ตามจ่ายจริงทั้งหมด
“ในส่วนของวงเงิน 130,000 บาทนั้น ไม่ใช่เรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลส่วนอื่นๆ ด้วย โดยการตรวจสุขภาพประจำปีทำได้เพียงครั้งเดียวและต้องอยู่ในวงเงินรวมที่ไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี ส่วนกรณีการศึกษาบุตรในโรงเรียนนานาชาติที่มีความเข้าใจว่ากองทุนให้สิทธิประโยชน์เป็นหลักแสนนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเราให้ได้ไม่เกินอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งจะอยู่ระหว่าง 13,200 บาท ถึง 25,000 บาทต่อปีการศึกษาเท่านั้น โดยระดับปริญญาตรีจะเบิกได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 25,000 บาทต่อปีการศึกษา ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผ่านการพิจารณาความเหมาะสมจากกรมบัญชีกลางแล้ว”
นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวว่า การออกมาให้ข้อมูลครั้งนี้เป็นการเติมเต็มข้อมูลที่ นพ.วรงค์ ได้อภิปรายไว้เนื่องจากท่านอาจมีเวลาจำกัดเพียง 10 นาทีในการนำเสนอข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องจะเป็นประโยชน์ต่อการเสนอปรับปรุงระเบียบต่อคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต โดยสำนักงานเลขาธิการฯ ในฐานะหน่วยธุรการ มีหน้าที่เบิกจ่ายตามมติคณะกรรมการและยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้
สำหรับอัตราการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย 1. สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล: วงเงินรวมไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี (รวมค่าตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งทำได้ปีละ 1 ครั้ง) 2. เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร (อ้างอิงเกณฑ์กระทรวงการคลัง): สถานศึกษาของทางราชการ: ประถม: 4,000.- / มัธยมต้น: 4,800.- / มัธยมปลาย-ปวช.: 4,800.- / อนุปริญญา: 13,700.- / ปริญญาตรี: 25,000.-
สถานศึกษาเอกชน (รับเงินอุดหนุน): ประถม: 4,200.- / มัธยมต้น: 3,300.- / มัธยมปลาย-ปวช.: 3,200.- / ปริญญาตรี: 25,000.- ส่วนสถานศึกษาเอกชน (ไม่รับเงินอุดหนุน - รวมนานาชาติ): ประถม: 13,200.- / มัธยมต้น: 15,800.- / มัธยมปลาย-ปวช.: 16,200.- / ปริญญาตรี: 25,000.- (เบิกได้ครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินเพดาน)
สถานศึกษาเอกชนประเภทอาชีวศึกษา (ไม่รับเงินอุดหนุน): ปวช. (คหกรรม/ศิลปหกรรม/เกษตร/ประมง): 16,500.- ถึง 21,100.- ปวช. (พณิชยการ/ช่างอุตสาหกรรม/การท่องเที่ยว/สิ่งทอ): 19,900.- ถึง 24,400.- สถานศึกษาเอกชนประเภทอาชีวศึกษา (รับเงินอุดหนุน): เริ่มต้น 3,400.- ถึง 7,200.- ส่วน ปวส. / ปวท.: 25,000.- ถึง 30,000.- และปริญญาตรี 25,000.- (เบิกได้ครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินเพดาน)








