‘หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม’ หัวหน้าพรรคไทยภักดี บี้นายกฯ สั่งความชัดเจนช่วงรออุทธรณ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ให้ผู้ถูกตัดสิทธิกว่า 6 ล้านคนยังใช้สิทธิ์ซื้อกะปิ-น้ำปลาได้ในเดือน ส.ค.–ก.ย. นี้หรือไม่ ซัด ‘เอกนิติ-กระทรวงการคลัง’ ออกเกณฑ์บนหอคอยงาช้าง ไร้ประสบการณ์สัมผัสความจริง ทำคนจนจริงร่วงยกแผง
วันที่ 23 ก.ค. 2569 เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า รัฐบาลชุดนี้กู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจถึง 4 แสนล้านบาท แต่กลับมาเข้มงวดและรีดไขมันกับคนยากคนจนอย่างหนัก แม้จะไม่ปฏิเสธว่าในจำนวนผู้ถือบัตรกว่า 13 ล้านคนเดิมอาจมีคนมีฐานะปะปนอยู่บ้าง แต่กฎเกณฑ์ใหม่กลับตัดสิทธิประชาชนไปมากถึง 6 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนจริง แม้กระทั่งแม่บ้านทำความสะอาดและคนล้างห้องน้ำในสภาก็ร้องเรียนว่าถูกตัดสิทธิเช่นกัน
นพ.วรงค์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้อุทธรณ์และเตรียมขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย. โดยให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ถ่ายรูปสำรวจตามบ้าน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการทราบในขณะนี้คือ "ต้นเดือนที่จะถึงนี้ เขายังใช้บัตรไปเบิกสินค้าอุปโภคบริโภคจำพวกกะปิ น้ำปลา ข้าวสาร ได้ตามปกติหรือไม่"
"เงิน 300 บาท สำหรับคนจนนั้นมีความหมายและเครียดกันมาก รัฐบาลบอกแคว่าจะให้อุทธรณ์และลงพื้นที่สำรวจ แต่ไม่ได้บอกว่าระหว่างนี้เขาจะได้ของไหม จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีประกาศให้ชัดเจนเลยว่า ช่วงเดือน ส.ค. ถึง ก.ย. นี้ ยังสามารถใช้บัตรคนจนได้ เพื่อให้ประชาชนสบายใจ" นพ.วรงค์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเทคโนแครตในกระทรวงการคลังว่า ออกกฎเกณฑ์การคัดกรองแบบไร้ประสบการณ์ ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้าง บนห้องทำงาน และหน้าคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้ลงมาสัมผัสชีวิตจริงของประชาชน เช่น เงื่อนไขเรื่องการจ่ายเบี้ยประกัน 12,000 บาทต่อปี แล้วถูกมองว่าเป็นคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่เป็นกรณีที่ลูกหลานตั้งใจกตัญญูส่งเสียให้ แต่ตัวพ่อแม่ยังคงมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก
หัวหน้าพรรคไทยภักดี ย้ำว่า ไม่ขัดขวางหากรัฐบาลจะตัดสิทธิคนรวยออกจากระบบ แต่ขอให้วางเกณฑ์การอุทธรณ์ใหม่ให้นิ่ง ชัดเจน และสกัดคนรวยได้จริงโดยไม่กระทบคนจนอีก หากจำเป็นจริงก็คว นำเงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจมาเยียวยาอุ้มชูคนจนก่อน ไม่ควรมองข้ามความเดือดร้อนของประชาชนในระดับฐานราก








