ภท. ขยับใหญ่! "ภราดร-นิกร" แถลงมติพรรคภูมิใจไทย 190 เสียง เตรียมตบเท้าพบนายกฯ ก่อนดึงคณะใหญ่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ตั้ง สสร. 100 คน ลั่นคัดเลือกตามสัดส่วนรัฐสภาเพื่อความแฟร์ ปลดล็อกเกณฑ์เสียง สว. เหลือ 1 ใน 4 มั่นใจไทม์ไลน์ฉลุย ได้ทำประชามติ ม.ค. 2570 แน่นอน ย้ำชัดห้ามแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2
วันที่ 19 พ.ค. 2569 เวลา 16.20 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมพรรคถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค โดยนายภราดร เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนจากเสียง สส. ทั้ง 190 เสียง ที่จะร่วมกันลงชื่อและเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเสนอให้มีการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้ร่วมลงประชามติไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของวันที่ 20 พ.ค. 2569 เวลาไม่เกิน 10.30 น. หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส. ทั้งหมด จะเดินทางไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อประธานรัฐสภาทันที โดยคาดหวังว่าจะสามารถเข้าสู่การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ได้ภายในสมัยประชุมนี้
ด้าน นายนิกร กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทยจะกำหนดให้มี ส.ส.ร. จำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากกลุ่มต่างๆ อีก 23 คน (โมเดลคล้ายปี 2540)
นายนิกร กล่าวต่อว่า สำหรับที่มาของ ส.ส.ร. ยืนยันว่า จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่าที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังนั้น จึงต้องใช้กลไก "ตัวแทน" โดยให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งจะใช้ระบบ "ตัวจริง 1 คน และสำรอง 3 คน" (รวมในบัญชี 400 คน)
"การจัดสรรโควตาจะยึดตามสัดส่วนของรัฐสภา คือ วุฒิสภา (สว.) 200 ส่วน และสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 500 ส่วน ถือว่าเป็นกลไกที่แฟร์ที่สุด ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีการชี้นำหรือเอาเปรียบทางการเมืองอย่างแน่นอน" นายนิกร กล่าว
นายนิกร กล่าวว่า เนื่องจาก ส.ส.ร. ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง พรรคภูมิใจไทยจึงขยายเวลาการทำงานให้ยาวขึ้นเป็น 360 วัน เพื่อเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบด้าน โดยจะมีการตั้งกรรมาธิการยกร่าง 45 วัน และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น 45 วัน ซึ่งกรรมาธิการชุดหลังนี้จะดึงเอาผู้สมัครในบัญชีสำรองอีก 300 คน และประชาชนทั่วไปมาร่วมเดินสายรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ
"จุดยืนที่สำคัญที่สุดในร่างของพรรคภูมิใจไทยคือ มีการเขียนล็อกไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามแตะต้องและให้คงไว้ซึ่ง หมวด 1 (บททั่วไป) และ หมวด 2 (พระมหากษัตริย์)"
เมื่อถามว่าอุปสรรคสำคัญที่เคยทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมต้องตกไป นายนิกร กล่าวว่า เกิดจากเงื่อนไขเสียงเห็นชอบของ สว. ที่กำหนดไว้ 1 ใน 3 (ประมาณ 67 เสียง) ในร่างนี้พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอแนวทางประนีประนอม "พบกันครึ่งทาง" โดยปรับลดเกณฑ์ลงมาเหลือ 1 ใน 4 ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด (หรือประมาณ 50 เสียง) ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นตัวเลขที่เข้าใจตรงกัน และสามารถผ่านชั้นกรรมาธิการได้ ส่วนประเด็นบทเฉพาะการที่ สว. บางส่วนขออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนครบ 5 ปีนั้น จะต้องไปหารือกันในรายละเอียดอีกครั้ง
นายนิกร กล่าวว่า สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน (Timeline) ในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เวอร์ชันใหม่ มีดังนี้ เดือนพฤษภาคม 2569: ยื่นร่างต่อประธานรัฐสภา และเข้าสู่วาระ 1 เดือนมิถุนายน 2569: เปิดประชุมร่วมรัฐสภา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เดือนสิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการพิจารณาเนื้อหาแล้วเสร็จ เดือนกันยายน 2569 เข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และลงมติวาระ 3 ในช่วงปลายเดือน เดือนตุลาคม 2569 ประธานรัฐสภาส่งต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อเตรียมจัดทำประชามติ เดือนมกราคม 2570 ประชาชนเข้าคูหาลงประชามติ (รอบที่ 2) (หลัง กกต. เตรียมการประมาณ 90 วัน)
นายภราดร กล่าวทิ้งท้ายว่า หากกระบวนการประชามติผ่านความเห็นชอบและมีการประกาศใช้แล้ว สสร. ทั้ง 100 คน จะมีสถานะทางกฎหมายทันที ซึ่งหลังจากนั้นหากเกิดการยุบสภาหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ สสร. และมั่นใจว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นทันก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างแน่นอน








