วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน สมุทรสาคร สมุทรปราการ และสมุทรสงคราม ร่วมรับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายเกษตรกร 19 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ
โดยนายณัฐชาเปิดเผยว่า ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แม้ที่ผ่านมาจะเคยทวงถามและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่กลับไม่มีการดำเนินการที่ต่อเนื่อง ล่าสุดเกษตรกรในกรุงเทพฯ พบปลาหมอคางดำในบ่อกุ้งกว่า 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ขณะที่แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญอย่างทะเลสาบสงขลากำลังถูกรุกรานอย่างหนัก นายณัฐชายังตั้งข้อสังเกตถึงการที่รัฐบาลเร่งอนุมัติงบกลางกว่า 6,000 ล้านบาทเพื่อซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศ แต่กลับไม่มีมาตรการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อนำมาผลิตปุ๋ยช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ
"เราเผชิญปัญหานี้มา 19 ปี (เริ่มปี 2555) จนเกษตรกรบางรายต้องจบชีวิตตัวเองเพราะหนี้สิน ขณะที่รัฐบาลให้งบกำจัดผักตบชวาปีละเกือบพันล้านบาท แต่ปลาหมอคางดำที่ทำลายอาชีพคนทั้งประเทศกลับได้งบไม่ถึง 500 ล้านบาทตลอดเกือบสองทศวรรษ" นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวสะท้อนความอัดอั้นพร้อมระบุว่า "ปลาชนิดนี้ขยายพันธุ์เร็วมาก แม่ปลาวางไข่ทุก 22 วัน ขณะที่ปลาอื่นเกิดปีละครั้ง ตอนนี้ชายฝั่งที่เป็นเหมือนมดลูกของท้องทะเลถูกยึดครองไว้หมด หากรัฐยังแก้ไขแบบลิงแก้แหหรือทำๆ หยุดๆ สุดท้ายประเทศไทยจะเหลือแต่ปลาหมอคางดำให้กิน และขอเตือนเรื่องขบวนการกักตุนปลาในห้องเย็นเพื่อรอสวมสิทธิ์ขายให้รัฐในช่วงที่มีการประกาศรับซื้อ ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมความอยุติธรรมที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ ต้องแบกรับขณะที่นายทุนผู้ก่อปัญหายังลอยนวล"
ด้านตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรภาคตะวันออกและจังหวัดชลบุรี ระบุว่าตั้งแต่มกราคม 2568 เป็นต้นมา ยังไม่เห็นมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 4 ประเด็นหลัก คือ 1. ตั้งคณะกรรมการพิเศษสอบสวนหาตัวผู้นำเข้าที่แท้จริง 2. ประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่ระบาด ไม่ใช่เพียงบางขุนเทียน 3. ปรับปรุงคณะกรรมการวาระแห่งชาติปี 2567-2570 โดยให้มีสัดส่วนภาคประชาชน 2 ใน 3 และ 4. เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้ผู้กระทำผิด (ต้นเหตุ) เป็นผู้รับผิดชอบ หากไม่มีความคืบหน้าจะยกระดับการชุมนุมไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตัวแทนเกษตรกรกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่าข้อมูลที่ภาครัฐระบุว่าปริมาณปลาลดลงนั้นไม่เป็นความจริง พร้อมจี้ถามนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยให้เวลาชี้แจงภายใน 30 วัน
ส่วนความคืบหน้าทางกฎหมาย นายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการสิ่งแวดล้อมและเลขานุการ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำ ระบุว่าขณะนี้ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีสิ่งแวดล้อม (สว. 1/2567) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยศาลมีคำสั่งรับเป็นคดีแบบกลุ่มแล้ว แต่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ขออนุญาตนำเข้าอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ในการสืบพยาน กรมประมงได้ยืนยันข้อเท็จจริงในศาลว่าปลาหมอคางดำเพียง 1 คู่ สามารถแพร่พันธุ์ได้ถึง 2 ล้านตัวภายใน 1 ปี โดยในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ สภาทนายความจะประชุมเพื่อเตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมในพื้นที่นครศรีธรรมราช (ลุ่มน้ำปากพนัง) เพชรบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ รวมถึงคดีในศาลปกครองที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ด้วย
ขณะที่นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส. สมุทรสาคร ทวงถามความจริงใจในการแก้ปัญหาวาระแห่งชาติเพื่อให้เกิดผลสำเร็จในชาตินี้ ไม่ใช่ชาติหน้า พร้อมตำหนิหน่วยงานรัฐที่แสร้งไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิดทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั้งประเทศ ด้านนายยอดชาย พึ่งพร สส. พัทยา จังหวัดชลบุรี เร่งให้รัฐบาลสื่อสารกับนักท่องเที่ยวว่าปลาหมอคางดำที่พบในหาดพัทยาไม่ทำร้ายคนและไม่กระทบกิจกรรมทางน้ำเพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
นายณัฐชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเสียหายปัจจุบันรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา 2-3 เท่าเนื่องจากการกำจัดที่ไม่ต่อเนื่อง จึงขอคำตอบที่ชัดเจนจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะแก้ไขวาระแห่งชาตินี้อย่างไร โดยตัวแทนผู้เสียหายบอกแล้วว่าขอคำตอบภายใน 30 วัน พร้อมทิ้งท้ายว่ากรมประมงคือกุญแจสำคัญที่จะยืนยันต้นตอการแพร่ระบาด แต่ที่ผ่านมากลับเพิกเฉยไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริงต่อสังคม








