เมื่อ Influencer Economy กำลังดูดมูลค่าจาก Journalism และกฎหมายเริ่มไล่ตามไม่ทัน และอินฟลูอาจไม่รู้ว่า ผิดกฎหมายจริง และผิดกฎหมายแพลตฟอร์ม (Focus เฉพาะเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพและข้อมูลนะ) นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มันคือ โครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจคอนเทนต์ (Attention Economy)
จากกรณีการนำเสนอของช่องที่เป็นการ Re-act เสมือนตัวเองเป็นคนสัมภาษณ์คนที่อยู่ในฟุตเทจข่าว ทั้งที่ตัวเองอยู่ในห้อง แต่ฟุตเทจนั้นนักข่าวต้องไปนั่งรอและลงทุนอย่างหนักกว่าจะได้มา
บางคนอาจเถียงว่า ก็มันเผยแพร่สาธารณะแล้ว ใครก็มีสิทธิ์วิเคราะห์ วิจารณ์มั้ย ?
ใช่ครับ ไม่ผิด แต่การแสดงออกในลักษณะที่ ”ทำเหมือนสัมภาษณ์” อันนี้ไม่น่ารัก เพราะคุณได้เงินมากจากคอนเทนต์คนอื่นในห้องตัวเอง !
(อินฟลูฯ ดีดีที่เขาตั้งใจทำจากการลงทุนด้วยตัวเองก็มีเยอะนะ เราสนับสนุนมาก)
ไม่ใช่เพราะคนไม่เสพข่าว
แต่เพราะ “คนทำข่าว” กำลังไม่ใช่ “คนที่ได้เงินจากข่าว”
นักข่าวลงพื้นที่
ตรวจสอบข้อเท็จจริง
สัมภาษณ์
เสี่ยงโดนฟ้อง
ใช้ทั้งเวลา ทีมงาน และต้นทุนองค์กรเพื่อให้ได้ “ความจริง”
แต่สุดท้าย คนที่ได้ยอดวิวมากกว่า
ได้เงินมากกว่า และโตเร็วกว่ากลับเป็นคนที่:
- เอาข่าวมาเล่าต่อ
- สรุปใหม่
- ตัดคลิป
- reaction
- ใช้ AI rewrite
- และทำคอนเทนต์ให้ถูกใจ algorithm
Reuters Institute Digital News Report 2025 ระบุชัดว่า คนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจาก “อ่านข่าว” ไปเป็น “ดูคนพูดข่าว” ผ่าน TikTok และ social
โดยเฉพาะในไทย ที่ Reuters พบว่า:
- 43% ของผู้ใช้งาน social/video network สนใจ creators และ influencers
- ขณะที่เพียง 26% สนใจ news brands หรือ journalists โดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ….
คนเริ่มเชื่อ “คนเล่าข่าว”
มากกว่า “องค์กรข่าว”
และนี่คือจุดที่อันตรายที่สุดของยุคนี้
เพราะแพลตฟอร์มไม่ได้ให้เงินกับ “ต้นทุนการทำข่าว” แต่ให้เงินกับ
- engagement
- emotion
- speed
- personality
- retention
คนที่ชนะจึงไม่จำเป็นต้องหาความจริงเก่งที่สุด
แต่ “แค่” ต้อง “เล่าเก่งที่สุด”
ปัญหาคือ หลายคนไม่ได้ทำข่าวเองเลย
พวกเขาเพียง
- รวบรวม
- สรุป
- นำไปเล่าใหม่
- Package หวือหวา
พูดง่ายๆคือ….
“คนผลิตความจริง” กำลังแพ้ “คนผลิต attention”
แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ กฎหมายเริ่มไล่ตามเรื่องนี้แล้วแม้ “ข้อเท็จจริง” จะไม่ติดลิขสิทธิ์ แต่!!!
- รูปแบบการนำเสนอ
- คลิปข่าว
- ภาพถ่าย
- การเรียบเรียง
- หลักการวารสารศาสตร์
ล้วนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์
คุณอาจเล่าข่าวเดียวกันได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ดูดงานคนอื่นไปทำเงินโดยไม่รับอนุญาต
ในต่างประเทศ สำนักข่าว Associated Press เคยฟ้อง Meltwater บริษัทที่เอาข่าวไปสรุปให้ลูกค้าอ่าน
ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่า Meltwater ไม่ได้สร้างงานใหม่ แต่กำลังทำตัวเป็น “ตัวแทนของต้นฉบับ” และดูดรายได้จากเจ้าของข่าวโดยตรง
ข้อมูลในคดีพบว่า: คนคลิกกลับไปอ่านต้นทางเพียง 0.08%
ส่วนในไทย ปัญหาหนักขึ้นอีก เพราะเริ่มมีการใช้ AI ดูดข่าวจากสำนักข่าว แล้ว rewrite ใหม่โดยไม่ใส่เครดิต
นี่ไม่ใช่แค่ “สรุปข่าว” แต่มันคือการสร้างธุรกิจบนทรัพย์สินของคนอื่น
และกฎหมายไทย “เอาผิดได้”
ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ หากมีการ:
1.ทำซ้ำ
2.ดัดแปลง
3.ใช้คลิปหรือภาพข่าวเพื่อหารายได้
โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษ:
1.จำคุก 6 เดือน ถึง 4 ปี
2.ปรับสูงสุด 800,000 บาท
3.หรือทั้งจำทั้งปรับ
และหากบิดเบือนข้อมูลจนเกิดความเสียหาย อาจเข้าข่าย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพิ่มอีก
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์
แต่คือวันที่ “ไม่มีใครอยากลงทุนหาความจริงอีกต่อไป”
เพราะในระบบนี้
คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
อาจไม่ใช่คนทำข่าว
แต่อาจเป็นคนที่ “เอาข่าวคนอื่นไปเล่าต่อ” ได้เก่งที่สุด
Ugly truth รู้หรือไม่ ?
อินฟลูฯ หลายคนที่ “ดูดคอนเทนต์หรือข่าว” ไปโดยไม่ขออนุญาตทำเงินได้มากกว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ถึง 3 เท่า ไม่ใช่แค่เงินจากแพลตฟอร์ม แต่ลูกค้าราชการ เอกชน เอเจนซี่ ยอมจ่ายคนเหล่านี้ มากกว่าสื่ออีก!!!
บทความโดย ระวี ตะวันธรงค์
กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
ที่ปรึกษา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์








