"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผนึกกำลังพรรคประชาชน เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ค้าน พรก. กู้เงิน 2 แสนล้าน อัดรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เสนอลดภาษีสรรพามิตช่วยประชาชนได้เร็วกว่าและประหยัดงบกว่า 3 เท่า พร้อมย้ำตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังเป็นบวก ไม่เข้าเงื่อนไข "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ตามกฎหมาย
วันที่ 11 พ.ค.69 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะสามารถยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ทางพรรคก็มีคนไปคุยกับพรรคประชาชนในเรื่องของคำร้อง ซึ่งก็น่าจะเรียบร้อยแล้ว โดยก็พูดถึงว่าการที่ตราพระราชกำหนดไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องทำไปเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเด็นหลักๆ ก็คือ 1. โครงการอย่างน้อย สองแสนล้าน ที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานทั้งหมดแทบจะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ขณะเดียวกันในแง่ของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การชี้แจงก็เป็นไปในทำนองว่าคนอื่นก็เคยกู้ เราต้องพูดกันตามข้อเท็จจริง พูดกันตามเงื่อนไขของกฎหมาย คำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะวัดกันจากอะไร ก็ต้องดูตามมาตรฐานของสากล เพราะการกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา 3 ครั้งที่จำกันได้ ครั้งที่ 1 คือวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตครั้งนั้นเห็นได้ชัดว่าทุนสำรองของประเทศแทบจะหมดไปแล้ว แล้วเศรษฐกิจก็หดตัวอย่างรุนแรง ครั้งที่ 2 ในยุคที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้นการท่องเที่ยว การส่งออกติดลบ มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดการตกงานกันครั้งใหญ่ เศรษฐกิจหดตัว รัฐได้พยายามใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในกฎหมายทั้งหมด เช่น การทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมอะไรหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะมีเงินมาดำเนินการในการสร้างความมั่นใจในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ก็จำเป็นต้องทำ และครั้งที่ 3 กรณีของโควิด ซึ่งมีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด
"ถ้ามาเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมดูตัวเลข ณ สิ้นเดือนมีนาคม ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงล่าสุด การส่งออกเป็นบวก ปีต่อปี ส่งออกเป็นบวก ลงทุนเป็นบวก การบริโภคเป็นบวก และก็เศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังเป็นบวก จนถึงประเด็นที่ว่า การจัดเก็บรายได้ถึงสิ้นเดือนก.พ.ก็ยังเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามก็ขอตั้งข้อสังเกตยืนยันเหมือนเดิมว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คือ ไม่ใช่เราบอกว่าเศรษฐกิจดี เรารู้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี และเรารู้ว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ผลกระทบของต้นทุน คือน้ำมันแพง และก็ทำให้ต้นทุนการผลิตอื่น ๆ แพงผมก็ยกตัวอย่างให้ดูง่าย ๆ ว่า รัฐบาลคิดว่าจะใช้เงิน 200,000 ล้าน 4 เดือน ในขณะที่เราบอกว่า ถ้าคุณลดภาษีสรรพสามิต 4 เดือน คุณใช้เงินแค่ 60,000 ล้าน น้ำมันถูกลงทันที 7 บาท วันนี้แทบจะกลับไปเหลือ 30 บาท แล้วอะไรคือการที่จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่ากัน โดยไม่ต้องไปละเมิดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญยิ่งไปกว่านั้นเราจะเห็นว่าการปฏิเสธของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ผ่านมา บอกว่าลดภาษีสรรพสามิตเป็นการช่วยเหลือแบบไม่มุ่งเป้า คำว่าไม่มุ่งเป้าของท่าน ก็ขยายความว่า เช่น มีคนรวยที่ขับรถได้ประโยชน์ถ้าใช้ดีเซล ผมก็บอกว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลทำ ถ้าเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เช่น การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราก็ไม่ได้ขัดข้อง และความจริงในวงเงินที่ทำก็สามารถที่จะบริหารจากงบประมาณปกติได้"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าการให้เงินคน 30 ล้านคน โดยคนที่จะได้คือคนที่โทรศัพท์ดีกว่า เน็ตดีกว่า มือไวกว่า มันเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าอย่างไร นายอภิสิมธิ์ กล่าวว่า อันนี้ก็คือสิ่งที่เราทักท้วง ทั้งหลายทั้งปวงเราไม่เคยปฏิเสธว่าเศรษฐกิจมีปัญหา แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความหมายเฉพาะของมัน และก็ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไข แล้วเราก็มองว่าวิธีการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ก่อหนี้มากมายมหาศาลแบบนี้ ไม่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบแบบนี้ มีวิธีอื่นเยอะ
เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมลงชื่อร่วมด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าไม่ได้ลง
เมื่อถามว่าเชื่อว่าศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เชื่อว่าศาลรับไว้พิจารณา ถ้ารับพิจารณาเป็นขั้นตอนต้องหยุดการพิจารณาของสภาฯ ส่วนจะทันวันที่ 14 พ.ค.หรือไม่ เชื่อว่าน่าจะทัน เพราะว่านัดกับท่านประธานสภาฯไว้
#อภิสิทธิ์ #พรรคประชาชน #ศาลรัฐธรรมนูญ #กู้เงิน #พรกกู้เงิน #เศรษฐกิจไทย #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #ข่าวเศรษฐกิจ #ต้มยำกุ้ง #โควิด19 #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








