“อย่าหมกมุ่น” วาทกรรมสั้นๆ จากประธานรัฐสภาที่ส่งถึงกลุ่มผู้นำฝ่ายค้าน กลายเป็นชนวนเหตุให้สังคมต้องหันกลับมามองความเคลื่อนไหวในสภาอย่างใกล้ชิด
คำถามที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โยนกลับไปไม่ใช่การท้าทาย แต่คือการเฝ้าระวังขั้นสูงสุด เพื่อระงับข้อกังขาที่ว่า กลไกทางนิติบัญญัติกำลังถูกใช้เพื่อ “หมกเม็ด” หรือดึงเช็งคดีถอดถอนอดีตรัฐมนตรีคนสำคัญไม่ให้เดินทางไปถึงศาลฎีกาหรือไม่
ตัวเลขไม่เคยโกหก และสถิติที่แกนนำพรรคประชาชนกางออกมาเปิดเผยก็ทำหน้าที่เป็นใบเสร็จชั้นดี หากย้อนดูบรรทัดฐานในอดีต ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ใช้เวลาเพียง 41 วันในการพิจารณาส่งเรื่องลักษณะเดียวกันนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เวลาเดือนเศษถือเป็นกรอบที่พอเหมาะพอเจาะสำหรับการตรวจทานความถูกต้องตามครรลองของระบบถ่วงดุลอำนาจ
ทว่า เข็มนาฬิกาในปัจจุบันกลับเดินล่วงเลยมากว่า 70 วัน สิ่งที่สาธารณชนมองเห็นกลับไม่ใช่การส่งไม้ต่อให้ศาล แต่เป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองคำร้องซ้ำอีกชั้น
การตั้งกรรมการกลั่นกรองอาจไม่ใช่เรื่องผิดแปลกทางระเบียบวิธี แต่ข้อสังเกตจากพริษฐ์ชี้ให้เห็นร่องรอยของการสร้าง “กล่องดำ” ที่แสงสว่างลอดผ่านยาก
เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งกรรมการแบบเบ็ดเสร็จและปกปิดรายชื่อต่อสาธารณะ ความเป็นอิสระที่ถูกหยิบยกมาอ้าง จึงถูกลากมาตั้งคำถามกลับว่า นี่คืออิสระในการทำงาน หรืออิสระจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชนกันแน่
ความทึบแสงยังแผ่ขยายไปถึงการปิดห้องประชุมเงียบ ไร้การเชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้องเข้าชี้แจง และที่สำคัญที่สุดคือการไม่มีกำหนดกรอบเวลาทำงานที่ชัดเจน ปล่อยให้กระบวนการทอดเวลาออกไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมายปลายทาง
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ภาพตัดแปะที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากมองทะลุกลเกมในสภา สังคมกำลังตั้งคำถามถึงร่องรอยของการสถาปนาเกราะคุ้มกันทางสถาบัน (Institutional Capture)
ก่อนหน้านี้สังคมเพิ่งได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์กรอิสระ ในการตรวจสอบข้อครหาการเลือก สว. ว่าอาจไม่นำไปสู่บทสรุปที่โปร่งใสพอ บัดนี้ ความกังวลมิติเดียวกันกำลังก่อตัวขึ้นในลานนิติบัญญัติ คดีนี้ถูกบรรดาคอการเมืองมองว่าเป็นเดิมพันสำคัญของขั้วอำนาจสีน้ำเงิน การที่กระบวนการตรวจสอบมีอันต้องสะดุดลง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะคลางแคลงใจว่า นี่คือแทคติกบริหารความเสี่ยงทางการเมืองเพื่ออุ้มชูคนบางกลุ่มหรือไม่
ความพยายามสร้างกล่องดำทางการเมืองไม่ได้ทิ้งรอยแผลไว้แค่ในเกมสภา แต่มันกำลังกัดกร่อนรากฐานความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเงียบเชียบ ทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศต่างประเมินความเสี่ยงผ่านความศักดิ์สิทธิ์ของนิติรัฐ ระบบเศรษฐกิจระดับมหภาคไม่อาจเติบโตบนโครงสร้างที่กฎกติกาถูกบิดพลิ้วหรือเตะถ่วงได้ตามใจชอบ หากกลไกการตรวจสอบคนระดับบนถูกมองว่าล้มเหลวหรือสามารถแทรกแซงได้ ย่อมไม่มีใครกล้าวางใจนำเม็ดเงินมหาศาลมาฝากไว้ในระบบที่มองหาความโปร่งใสไม่เจอ
ทางออกเดียวที่จะกอบกู้เกียรติภูมิของรัฐสภาและสลายข้อกังขาเหล่านี้ คือการทำลายกล่องดำนั้นทิ้งเสียตามข้อเรียกร้องของวิปฝ่ายค้าน เปิดรายชื่อกรรมการ กำหนดขอบเขตเวลาทำงานให้รัดกุม เชิญผู้ร้องชี้แจง และเปิดเผยบันทึกการประชุมสู่สายตาประชาชน
หากสถาบันที่ควรเป็นเสาหลักในการคุ้มครองความยุติธรรม กลับถูกตั้งคำถามเสียเองว่าเป็นกลไกปกป้องพวกพ้อง สังคมไทยจะเหลือพื้นที่ใดให้ฝากความหวัง?
ท้ายที่สุด วิกฤตศรัทธาที่กำลังสะสมตัวชิ้นนี้ อาจแปรสภาพเป็นบิลใบเสร็จราคาแพงลิ่ว ที่คนทั้งประเทศต้องจำยอมจ่าย เพียงเพื่อแลกกับการซื้อเวลาให้คนไม่กี่คน
#หมกมุ่นหรือหมกเม็ด #คดีซุกหุ้น #ระบอบสีน้ำเงิน #ไอติมพริษฐ์ #พริษฐ์วัชรสินธุ #โสภณซารัมย์ #พรรคประชาชน #ประชุมสภา #การเมืองไทย #ข่าวการเมืองวันนี้#สยามรัฐออนไลน์








