บรรยากาศบริเวณหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 พ.ค. 2569 เต็มไปด้วยกลุ่มมวลชนที่เดินทางมารอให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโอกาสได้รับการปล่อยตัวพักโทษพ้นเรือนจำ โดยหนึ่งในบุคคลที่มารอปักหลักคือ "ป้านา" แกนนำคนเสื้อแดงจากเขตพญาไท ตัวแทนกลุ่มกรุงเทพมหานคร 50 เขต ซึ่งเป็นผู้ที่ติดตามและให้กำลังใจอดีตนายกฯ มายาวนาน
โดยป้านาเปิดเผยถึงความผูกพันที่มีต่อนายทักษิณว่า เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2546 ซึ่งในขณะนั้นตนเองยังเป็นเพียงแม่ค้าหาบเร่ริมถนนที่มีฐานะยากจนและไม่เคยมีความสนใจหรือความรู้เรื่องการเมืองมาก่อน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ป้านาหันมาศรัทธาในนโยบายของรัฐบาลยุคนั้น คือการได้รับโอกาสจากโครงการของธนาคารออมสินที่ให้กู้ยืมเงินจำนวน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการค้ำประกันร่วมกัน 3 คน ซึ่งเงินจำนวนนี้ในสายตาคนจนคือต้นทุนมหาศาลที่ทำให้ตนสามารถส่งเสียลูกเรียนต่อไปได้ ความรู้สึกจากการเป็นคนที่ไม่เคยได้รับโอกาสแล้ววันหนึ่งกลับได้รับโอกาสบางอย่าง ทำให้ป้านาเริ่มศึกษาเรื่องความยุติธรรมและการเมืองไทยมากขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่าประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปไกลกว่านี้ได้
"ป้ามารอรับท่านเพราะความรู้สึกส่วนตัวที่ฝังใจจากการเป็นคนที่ไม่เคยได้รับโอกาส แล้ววันหนึ่งเรากลับได้รับโอกาสนั้นมาในชีวิต การที่ป้ามาวันนี้ก็เพื่อมาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แม้ท่านจะไม่รู้จักป้า แต่ป้าได้รับประโยชน์จากนโยบายของท่านมาโดยตลอด ป้าจำได้ดีตอนที่ไปส่งท่านที่ศาลในวันที่ถูกตัดสินติดคุก วันนี้ป้าจึงตั้งใจมารับท่านกลับบ้าน แม้อายุจะเยอะขึ้นและสุขภาพแข้งขาจะไม่ค่อยดีแล้วก็ตาม"
นอกจากนี้ ป้านายังได้แสดงทัศนะต่อความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าอยากให้คนไทยเลิกแก้แค้นอาฆาตกันเกินขอบเขต ซึ่งที่ผ่านมาความขัดแย้งในประเทศรุนแรงจนน่ากลัว เปรียบเหมือนต่างคนต่างขุดคลองอยู่แค่ที่ของตัวเองจนบ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้
ทั้งนี้ตนมองว่าความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องสวยงามที่ช่วยให้เกิดการพัฒนา แต่ต้องอยู่ในระบบและลดการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายลงบ้าง พร้อมชื่นชมแนวทางการทำงานที่เรียบง่าย ลดพิธีรีตองและงบประมาณ ดังเช่นการเปิดโครงการถนนใหม่อย่างเรียบง่ายของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ที่ปรากฏในสื่อโซเชียล ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ควรนำมาปรับใช้ในการพัฒนาประเทศให้เท่าทันนานาชาติ
"อยากเห็นประเทศไทยก้าวสู่ความทันสมัย ทุกฝ่ายหันมาฟังความคิดเห็นของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ เพื่อนำมาประยุกต์และปรับจูนเข้าหากันที่จุดกึ่งกลาง จะช่วยให้ประเทศที่มีโอกาสและศักยภาพสูงอยู่แล้วสามารถพัฒนาไปได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ต้องติดหล่มความขัดแย้งอีกต่อไป" แกนนำคนเสื้อแดงจากเขตพญาไท กล่าว








