หมายเหตุ: "อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ "สยามรัฐออนไลน์" ถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมาย "โซลาร์เสรี" และ "การจัดการกากอุตสาหกรรม" รวมถึงข้อเสนอแนะต่อแนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน
ความคืบหน้าเรื่องการผลักดันโซลาร์เซลล์ในขณะนี้ไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว?
กฎหมายของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ กฎหมายการเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเข้าใจว่าในปลายเดือนนี้น่าจะได้รับบรรจุเข้าระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎรได้ กฎหมายการเปิดเสรีนี้มีความสำคัญมาก เพราะปกติแล้วการจะติดตั้งโซลาร์เซลล์แบบออนกริด (On-grid) ที่ใช้ไฟแสงอาทิตย์ตอนกลางวันและใช้ไฟการไฟฟ้าตอนกลางคืน จะต้องขออนุญาตถึง 5 หน่วยงาน ได้แก่ 1. กพช. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) 2. กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) 3. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรณีเป็นโรงงาน) 4. ท้องถิ่น (สำหรับการติดตั้งตามโรงเรือน) และ 5. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือนครหลวงเพื่อขอเชื่อมไฟ
กฎหมายฉบับใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาความยุ่งยากนี้อย่างไร?
กฎหมายนี้จะยกเลิกการขออนุญาตทั้ง 5 หน่วยงาน ให้เหลือเพียงแค่ "การแจ้ง" อย่างเดียว แต่ต้องเป็นการแจ้งแบบมีวิศวกรที่ได้รับอนุญาตเซ็นรับรองความปลอดภัยแนบมาด้วย เมื่อขั้นตอนง่ายขึ้น คนก็จะติดเยอะขึ้น และจะทำให้ราคาถูกลง ปัจจุบันการติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์สำหรับบ้านหลังเล็กๆ ราคาอยู่ที่แสนปลายๆ แต่ถ้าตัดขั้นตอนการขออนุญาตออกไปได้ ผมเชื่อว่าเงินจะหายไปประมาณ 4-5 หมื่นบาท ทำให้ราคาลดลงเหลือแสนต้นๆ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเป็นหนี้น้อยลงและจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น
การผลักดันกฎหมายนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างไรสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ?
พรรครวมไทยสร้างชาติเราตัดสินใจร่วมยกมือให้ท่านนายกฯ เพราะเราอยากได้กฎหมาย 2 ฉบับ คือ กฎหมายเปิดเสรีโซลาร์ และกฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโรเพื่อให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เราไม่ได้ต่อรองอะไรเลยนอกจากขอให้กฎหมาย 2 ตัวนี้ผ่าน เพราะการเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์คือเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งพลังงานที่ถูกลง
ต้องมีเรื่องการจัดการกากอุตสาหกรรมควบคู่ด้วยหรือไม่?
ถูกต้องครับ ในกฎหมายโซลาร์เสรีเรามีการเขียนเรื่องการจัดการกากไว้ด้วย แต่ยังมีกฎหมายอีกฉบับที่ผมร่างไว้ตอนเป็นประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คือ พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งมี 100 กว่ามาตรา เราใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงนั่งทำและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนไปแล้ว แม้ตอนนี้จะออกจากกระทรวงอุตสาหกรรมมาแล้ว แต่มันเป็นภารกิจที่ผมทำให้เข้าฟันเฟืองไว้แล้ว เดี๋ยวจะเห็นกฎหมายนี้เสนอผ่านคณะรัฐมนตรีออกมา
รายละเอียดของ พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง?
กฎหมายนี้จะดูทั้งกากที่เป็นส่วนเกินก่อนจะเป็นผลิตภัณฑ์ และกากที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ สาเหตุที่ต้องอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม เพราะโรงกำจัดขยะประเภท 105 และ 106 อยู่ภายใต้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ชีวิตของมัน (End of Life) ต้องมาจบที่นี่ที่เดียว กฎหมายนี้จะเข้มแข็งมาก เพราะกำกับทั้งบริษัทรับกำจัดขยะ บริษัทขนส่ง และที่สำคัญคือ "ผู้ก่อกำเนิด" (Generator) ซึ่งครอบคลุมไปถึงผู้นำเข้าและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารถ EV ที่มีแบตเตอรี่ ต้องมีความรับผิดชอบในฐานะผู้ก่อกำเนิด เช่น การมีโปรโมชั่นนำรถเก่ามาแลกรถใหม่
การจัดการเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องยากไหม เพราะต้องบูรณาการหลายส่วน?
ยากครับ เพราะต้องดูให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ปกติกฎหมายจัดการกากบ้านเราเป็นแค่กฎหมายระดับรองของ พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งไม่ชัดเจน เราจึงยกระดับขึ้นมาโดยบูรณาการกฎหมาย 3 ฉบับเข้าด้วยกัน คือ 1. พ.ร.บ.โรงงาน 2. พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และ 3. ร่าง พ.ร.บ.การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มาเป็นก้อนเดียว ตอนร่างผมอ่านเยอะมากจนความดันขึ้น เชิญทั้งอธิบดีและปลัดมาช่วยกัน ประชุมกันทีเป็น 10 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกอย่างจบที่เดียวตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง จนถึงผู้กำจัด
มาถึงเรื่องที่ประชาชนสนใจมากคือ "ค่าไฟ" มีข้อเสนออย่างไรต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ?
ผมได้คุยกับท่านรัฐมนตรีเอกนัฏทั้งในและนอกรอบ ว่าเข้าใจความหวังดีที่อยากให้คนใช้ไฟ 200 หน่วยแรกจ่ายที่ 3 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ แต่ผมขอว่า "อย่าเอาคนชั้นกลางมาแบก" โดยการเอาเงินจากคนที่จ่ายค่าไฟเกิน 2,200 บาทมาจุนเจือ เพราะตอนนี้คนชั้นกลางก็ลำบากจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่อุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศา และนโยบาย Work from home ทำให้ค่าไฟเขาหนักอยู่แล้ว
แล้วทางออกระยะสั้นและระยะยาวควรเป็นอย่างไร?
ในช่วง 4 เดือนนี้ (พฤษภาคม-สิงหาคม) ที่ค่าไฟขึ้นจาก 3.88 เป็น 3.95 บาท ผมเสนอให้ท่านรัฐมนตรีใช้งบกลางลงมาช่วยประชาชนในส่วน 200 หน่วยแรกก่อน แล้วงวดหน้าค่อยไปรื้อโครงสร้าง ซึ่งผมแนะนำไปแล้ว เช่น เรื่องราคาแก๊สที่เป็นต้นทุนไฟฟ้าถึง 60% ปัจจุบันเราใช้ราคาเฉลี่ยจาก 3 แหล่ง คือ อ่าวไทย (ถูกสุด) พม่า และแก๊สอัดเหลว (LNG) นำเข้าจากกาตาร์ (แพงสุด) ซึ่งมี 6-7 บริษัทผูกขาด ถ้าเราหาแหล่งอื่นบ้าง ราคาเฉลี่ยก็จะลง อีกเรื่องคือ "ค่าพร้อมจ่าย" (AP) ที่เราเซ็นสัญญาไว้ 55,000 เมกะวัตต์ แต่ใช้จริงตอนพีคแค่ 36,000 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เปิด แม้จะเจรจายากเพราะมีสัญญา แต่ก็ควรเรียกมาเจรจาในโครงการอื่นๆ เพื่อลดค่า FT ลง
มีความกังวลว่ารัฐบาลจะรื้อโครงสร้างไม่ทันเวลา?
ท่านรัฐมนตรีเพิ่งเข้ามาได้เดือนเดียว อาจจะรื้อข้อมูลไม่ทัน ผมจึงบอกว่าให้เอางบกลางมาใส่ก่อน เพราะเมื่อวานรัฐบาลเพิ่งอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเพื่อแก้ปัญหาวิกฤต ซึ่งวิกฤตพลังงานก็เข้าหมวดนี้ เงินงบประมาณเหล่านี้มาจากภาษี ซึ่งรายใหญ่ที่สุดคือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การเอาเงินส่วนนี้มาช่วยก่อนจะดีกว่าการไปเก็บจากผู้ใช้ไฟระดับ 2,200 บาทขึ้นไปโดยตรง ซึ่งมันโหดร้ายเกินไปในฤดูนี้
ผมยืนยันว่าการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ แม้พรรคจะมีสัดส่วนผู้ขับเคลื่อนหลักเพียงไม่กี่คน แต่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวัง การตัดสินใจอยู่ซีกรัฐบาลก็เพื่อให้กฎหมายที่เตรียมไว้ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริง เรายินดีแบ่งปันข้อมูลและผลงานที่ทำกันมาจนเลือดตาแทบกระเด็นให้กับรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะเราคือผู้นำเสนอที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง








