“พรรครวมไทยสร้างชาติ!"อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" แถลงจี้รัฐบาลเบรกคำสั่งส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A1 ไปเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ทันที โต้เดือดปมข้าราชการอ้างคลังล้น ชี้แท้จริงคลัง 'BAFS' ยังว่างเกือบครึ่ง แฉยับข้าราชการสวมหมวกสองใบ นั่งไขว่บอร์ดโรงกลั่น ปล่อยทุนใหญ่โกยกำไรอื้อซ่า แต่ปล่อยคนไทยเผชิญวิกฤตตั๋วเครื่องบินแพง ทำท่องเที่ยว เชียงใหม่-เชียงราย-ภาคใต้ เงียบกริบ สวนทางโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล
วันที่ 27 พ.ค.69 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายชัชวาล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเวียนดนาม โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า จากกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติอนุมัติให้มีการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน หรือ น้ำมัน JET A1 ไปยังประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยอ้างข้อมูลจากฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานว่า ปัจจุบันคลังน้ำมันในประเทศเกิดภาวะล้นคลัง และไม่สามารถจัดเก็บได้นั้น "เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วนและไม่เป็นความจริง" ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลไปยัง บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ (BAFS) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดูแลคลังน้ำมันทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง พบว่า ปัจจุบันคลังจัดเก็บน้ำมันยังมีพื้นที่เหลือรองรับได้อีกเกือบครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ล้นประเทศตามที่กล่าวอ้าง
"เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ขณะนี้สงครามในอ่าวเปอร์เซียยังคุโชน และช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้ในประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการส่งออก" นายอรรถวิชช์ กล่าว
นายอรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในกระทรวงพลังงานว่า ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในไทยหลายแห่งยอมแบกรับต้นทุน เพื่อปรับสูตรการกลั่น จากเดิมที่ได้น้ำมันเครื่องบิน เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันดีเซลเพื่อซัพพอร์ตการใช้ในประเทศแล้ว แต่การจัดฉากอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันครั้งนี้ เอื้อประโยชน์ให้โรงกลั่นน้ำมันได้รับกำไรมหาศาลถึง 4 เด้ง คือ 1.ลดต้นทุนจัดจำหน่าย โรงกลั่นไม่ต้องเสียเงินปรับแต่งสูตรน้ำมันให้เป็นดีเซล 2.โกยกำไรส่วนต่าง สามารถนำน้ำมันเครื่องบินไปขายในตลาดโลกที่กำลังราคาพุ่งสูง 3.ซ้ำเติมวิกฤตในประเทศ ปล่อยให้เกิดภาวะน้ำมันในประเทศขาดแคลนต่อเนื่อง 4.ทำลายข้อได้เปรียบไทย นำความมั่นคงทางพลังงานไปประเคนให้ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม
"สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้คือ ข้าราชการไทยบางคนสวมหมวก 2 ใบ ใบหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลตรวจสอบ (Regulator) แต่อีกใบหนึ่งกลับไปนั่งเป็นกรรมการ (บอร์ด) ในบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน การตัดสินใจครั้งนี้จึงถูกตั้งคำถามว่า ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือเพื่อตัวเลขกำไรของโรงกลั่นกันแน่"นายอรรถวิชช์ กล่าว
นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ในเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตนคิดว่า การส่งออกน้ำมันไปหนุนเวียดนาม และฟิลิปปินส์เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากเวียดนามคือคู่แข่งหมายเลขหนึ่งด้านการท่องเที่ยวของไทย ปัจจุบันเวียดนามมีจุดอ่อนสำคัญคือระบบไฟฟ้า และพลังงานที่ไม่เสถียร แต่ไทยกลับนำน้ำมันจากโรงกลั่นที่ดีที่สุดของเราไปช่วยอุดจุดอ่อนให้คู่แข่งบินมาแย่งนักท่องเที่ยวจากเรา ในทางกลับกัน สถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเวลานี้ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดภาคใต้ กลับตกอยู่ในสภาพเงียบเหงา เนื่องจากสายการบินไม่มีเที่ยวบินรองรับ และตั๋วเครื่องบินมีราคาแพงมหาศาล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง "ไทยช่วยไทย Plus" ของรัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะประชาชนสู้ราคาค่าเดินทางไม่ไหว
นายถรรวิชช์ กล่าวต่อว่า พรรครวมไทยสร้างชาติได้ยื่นข้อเสนอแนะแกมบังคับไปยังรัฐบาล 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ยกเลิกคำสั่งส่งออกน้ำมัน JET A1 ทันที และเปลี่ยนมาจัดเก็บเป็นน้ำมันสำรองในประเทศ 2.ทุบราคาหน้าโรงกลั่นลงมา เลิกผูกขาดการอิงเกณฑ์ราคาสิงคโปร์ เพื่อประกาศเอกราชทางพลังงานของไทย 3.เจรจาสายการบินลดค่าตั๋ว โดยนำต้นทุนน้ำมันที่ลดลงไปแลกกับการหั่นราคาตั๋วเครื่องบินและเพิ่มไฟลต์บินในประเทศ และ4.เร่งจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกลุ่มโรงกลั่นที่มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ท่ามกลางภาวะที่คนไทยต้องแบกรับค่าน้ำมันแพง
“น้ำมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแค่ 2 ประเทศที่กลั่นน้ำมันของโลก คือสิงคโปร์ และไทย สิงคโปร์กลั่นเพื่อส่งออก ส่วนไทยกลั่นแล้วใช้ในประเทศวันละล้านบาร์เรล ถ้าเราระงับการส่งออกมันเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ แต่ถ้าเราส่งให้เวียดนาม GDP เขาจะขึ้นทันที ดังนั้นสิ่งที่ข้าราชการประจำพูดเป็นข้อเท็จจริงที่พูดไม่ครบ โรงกลั่นเขายอมเสียต้นทุนในการปรับสูตรน้ำมันเครื่องบินให้เป็นน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่การอนุมัตินี้เหมือนให้โรงกลั่นกำไรเพิ่ม โดยไม่ต้องปรับสูตรแล้วน้ำมันในประเทศก็หาย ผมวิงวอนไปยังข้าราชการกระทรวงพลังงานท่านต้องตอบโจทย์ความขาดแคลน และความมั่นคงในประเทศ ไม่ใช่กำไรโรงกลั่น ผมย้ำให้จัดเก็บภาษีลาภลอย ของโรงกลั่นที่กำไรเป็น 1,000% ในขณะที่คนไทยต้องแบกรับพลังงานราคาแพง แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่ได้มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ แต่เรายังคงทำหน้าที่สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย อย่างเต็มที่ แต่การออกมาเตือนครั้งนี้เพราะต้องการเห็นรัฐบาลทำงานอย่างแม่นยำ วันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติมาเพื่อบอกรัฐบาลว่าเราอยากเห็นการทำงานที่แม่นยำ ถ้าท่านไม่ยกเลิกเราจะตรวจสอบต่อไปว่าใครนั่งบอร์ดไหน ใครเสนอเรื่องไหนกันบ้าง แม้เราไม่มีตำแหน่งฝ่ายบริหารแต่เราช่วยรัฐบาลเต็มที่ แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบเราก็ต้องเตือน ขอให้ยกเลิกเดี๋ยวนี้”นายอรรถวิชช์ กล่าว
#อรรถวิชช์ #รทสช #น้ำมันเครื่องบิน #ตั๋วเครื่องบินแพง #เวียดนาม #พลังงาน #ท่องเที่ยวไทย #ข่าวการเมือง #เศรษฐกิจไทย #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








