‘อรรถวิชช์’ แนะยุบ ‘กกพ ’ เหตุเป็นตัวดีบอนไซนโยบายภาครัฐ หนุน TH-AI Passport ย้อน ‘ฝ่ายค้าน’ อย่าเกี่ยงนามสกุลอะไรทำสำเร็จ ขอแค่โปร่งใส-คุ้มค่า ลั่น หาก ‘ชิดชอบ’ ทำสำเร็จก็ต้องอนุญาตแบบนั้น
เมื่อวันที 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อมาเวลา 22.20 น. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ในช่วง 4-5 ปีหลัง เราจัดสรรงบประมาณแบบเต็มตุ่มทุกทีเนื่องจากส่วนต่างการขาดดุลปกติจะขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายบวกกับ 80% ของการชำระคืนเงินต้น เฉี่ยวๆ อยู่ที่ประมาณ 8 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลขาดดุลไปที่ 7.88 แสนล้านบาท กระทรวงพลังงานถือว่าได้งบประมาณน้อยที่สุด แต่กลับสร้างรายได้เป็นอันดับสองรองจากกระทรวงการคลัง โดยมีหน่วยงานหนึ่งที่ควรยุบได้แล้วนั่นคือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า แม้ว่านายกรัฐมนตรีแต่ละท่านตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จนกระทั่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทุกคนเข้ามาเพื่อกดราคาพลังงานให้ถูกลง แต่ กกพ.เคยเสนอให้ลดลงหรือ เคยแต่จะเสนอคงตัวหรือเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง กกพ.ถือเป็นตัวดีบอนไซนโยบายภาครัฐไม่สามารถส่งลงไปได้ รัฐมนตรีเข้ามากี่คน เมื่อส่งเรื่องไปถึง กกพ. ก็เป็นคนละเรื่องหมด ฉะนั้น ตนจึงเสนอในขั้นนี้ว่าหากอยากลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ก็ขอให้ยุบ กกพ.
นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือโครงการ TH-AI Passports ซึ่งไม่ใช่แค่ 1.6 พันล้านบาทแบบที่เราเข้าใจในตอนต้น สุดท้ายแล้วหน่วยงานไหน ราษฎรคนไหนจะใช้ก็แล้วแต่คิด 25 บาทต่อเดือน หากเดือนต่อไปไม่ใช้ก็คิดแค่นั้น หากมีคนใช้ 1 ล้านคน ก็จะตกเดือนละ 25 ล้านบาท แล้วที่บอกว่าล็อกสเป็คนั้น มีหลายคนพยายามทำให้เข้าใจว่าบริษัทที่จะได้โครงการนี้ต้องมีจอดิจิทัล ในห้างห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ในรายละเอียดของโครงการเขียนไว้ว่า ให้จัดทำโฆษณาความยาวไม่น้อยกว่า 15 วินาทีประชาสัมพันธ์หนึ่งเดือนเผยแพร่ 10 ครั้ง หมายความว่า ส่วนนี้มีจำนวนเพียงแค่ 9 แสนบาท และนักโฆษณาก็บอกว่าใครทำได้
นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ตนเสียดายของหากรัฐจ่ายแค่ 25 บาทต่อเดือนให้ประชาชน ที่ประหยัดไปในนั้นคือ 14 บริษัท 31 โมเดล ซึ่งค่าใช้จ่ายของการใช้ AI บางโปรแกรม 500-700 บาท ที่ตนมาพูด เพราะยังมีงบประมาณด้านอื่น ซึ่งโครงการดังกล่าว มีระยะเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มต้นใช้ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะมีเดือนที่ทับซ้อนกับการเริ่มต้นนับปีงบประมาณ 2570 และยังมีงบ AI อยู่ในงบประมาณของยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพตลอดชีวิตกว่า 3.45 หมื่นล้านบาท โครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3.02 หมื่นล้านบาท และโครงการมุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการนำระบบ AI มาใช้บริการอีก 6.85 หมื่นล้านบาท จึงคิดว่าเป็นงบประมาณที่จะซ้ำซ้อนกัน หากโครงการ TH-AI Passport นั้นคุ้มค่าแล้วในการจ่าย 25 บาทต่อเดือน ที่รัฐจะจ่ายให้ ก็อย่าไปซ้ำกับโครงการข้างต้น และบางทีการตั้งงบประมาณอยู่ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีผลไปยังกระทรวงอื่นด้วย จึงเป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมกระทรวงดีอี ถึงงบประมาณเพิ่ม
“ประเทศจะเดินต่อไปข้างหน้าได้ มันต้องสู้ให้ประชาชนสะดวกขึ้น เข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้นแล้วคือการเปลี่ยนผ่านประเทศ นโยบายนี้ไม่ได้มีแค่นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น พรรคฝ่ายค้านก็มีนโยบายนี้เช่นเดียวกัน คนทำสำเร็จ อย่าไปเกี่ยงว่าคือใครถ้าเขาแค่นามสกุลชิดชอบ แต่เขาทำสำเร็จ ก็ต้องอนุญาตให้เขาแบบนั้น อยู่ที่ความโปร่งใสหรือไม่ จะไปป.ป.ช. ก็เป็นเรื่องการตรวจสอบ แต่ความคุ้มค่าของโครงการมันมีอยู่ งบประมาณไหนใน 70 ที่ซ้ำซ้อนก็ตัดออก” นายอรรถวิชช์ กล่าว








