วันที่ 1 พ.ค.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์" ระบุว่า...
“สุริยะ”แก้ต่าง ยันใสซื่อ เสียหายขู่ฟ้องปกป้อง ยุส่งเอาเลยฟ้องอดีตอธิบดีฝนหลวง งัดหลักฐานโชว์“หลาน”ยุ่มย่ามงบซ่อมเครื่องบิน คาดวิกฤตใหญ่ขยับเข้าใกล้ไทย ชี้ มิ.ย.หนักหน่วง กระตุ้นนักการเมืองก้าวข้ามเรื่องเล็ก สามัคคีปัญญาแก้ปัญหาใหญ่ให้บ้านเมืองรอด
เมื่อ 30 เม.ย. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเรียกร้องนักการเมืองก้าวข้ามปัญหาเล็กน้อย แล้วระดมปัญญาหาทางร่วมมือ ระดมพลังคลี่คลายวิกฤตใหญ่ที่กำลังขยับกดดันบ้านเมืองในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
สิ่งสำคัญวิกฤตพลังงานจะย้อนกลับมาใหม่ และตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. ปัญหาจะเรียงหน้าสร้างความเดือดร้อนตามลำดับ เพราะสงครามตะวันออกกลางยังไม่เบ็ดเสร็จ โอกาสจะปะทุขึ้นมาอีกในวันใดก็ได้ เมื่อถึง มิ.ย.วิกฤตจะหนักขึ้น ราคาสินค้าจะพุ่งกดดันใส่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นหลักและจะแบกรับไว้หรือไม่ ซึ่งน่ากังวล
อีกทั้งย้ำว่า วิกฤตใหญ่ตั้งท่าขยับพุ่งใส่บ้านเมือง มีทั้งปัญหาน้ำมัน ค่าไฟฟ้าแพงแต่โครงสร้างพลังงานเก่ายังทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะที่รัฐบาลกลับรุกเร่งสร้างแลนด์บริดจ์เปิดทางทุนเข้าโค่นตัดไม้ สูญเสียป่า รอต่างชาติได้โอกาสฮุบเช่าที่ดินตั้งหลักแหล่ง 99 ปี และยังมีฟรีวีซ่านำยิวหลั่งไหลเข้าประเทศ ครอบครองที่ดินเกาะผ่านนอมินี สิ่งสำคัญปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และสินค้าอุปโภค บริโภคขึ้นราคาทับถมปากท้องยามลำบาก ประชาชนเกิดอดอยากทุกข์ยาก
ปัญหาใหญ่วิกฤตเหล่านี้จะกดดันไทยในอีกไม่กี่เดือนข้าง ซึ่งขณะนี้ควรระดมคนมีศักยภาพ มีฝีมือเตรียมรับปัญหาที่จะเจอในอนาคต แต่นักการเมืองยังไม่ก้าวข้าม กลับให้ความสนใจ ถกเถียงในเรื่องเล็กๆ วิจารณ์การใส่เสื้อผ้าเข้าประชุมเพื่อทำลายเครดิตทางการเมืองเท่านั้น
"ถ้าประเทศนี้นำความจริงที่ครบถ้วน สุจริต เที่ยงธรรมมาแก้ไขปัญหาในทุกเรื่องจะเป็นหนทางรอดของบ้านเมือง ปัญหาอะไรเป็นเรื่องเล็กๆ ควรต้องข้ามกันบ้าง ให้คิดเรื่องใหญ่กันบ้าง เพราะประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้ไม่ได้ ต้องคิดอ่าน ระดมความเห็น เอาชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้งแก้ปัญหายามวิกฤต"
นายจตุพร กล่าวถึงความจริงและความขัดแย้งระหว่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับนายราเชน ศิลปะรายะ ซึ่งถูกโยกย้ายพ้นตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่า ถ้าการย้ายครั้งนี้เป็นเรื่องปกติ เที่ยงธรรม คงจบได้ง่ายๆ เหมือนนักการเมืองย้ายข้าราชการทั่วไป
อย่างไรก็ตาม อธิบดีฝนหลวง อีก 5 เดือนเกษียณราชการ แต่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ ประจำกระทรวงเกษตร จึงถูกมองว่า ผิดปกติเพราะมีต้นเหตุจากความขัดใจหลานรัฐมนตรีที่ไม่ได้เข้าไปพบ สอบถามการรื้องบประมาณซ่อมเครื่องบิน จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างข้าราชการกับรัฐมนตรี แต่ครั้งนี้ อธิบดีวางแผนสู้ เก็บบันทึกหลักฐานทั้งเสียงโทรศัพท์ ภาพที่ปรากฎในกรมฝนหลวง ซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่นายสุริยะ ขู่ถ้าไม่หยุดจะฟ้องดำเนินคดี
"เพื่อประโยชน์สาธารณะแล้ว คุณสุริยะ ก็ฟ้องสิ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงจะได้นำหลักฐานไปต่อสู้คดีที่ให้เหตุผลในใบลาออก เพราะไม่ตอบสนองนโยบายนักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องฉกาจฉกรรจ์มาก"
พร้อมทั้งกล่าวว่า นายสุริยะยอมรับว่า หลานโทรศัพท์ไปหาอดีตอธิบดีกรมฝนหลวงจริง แต่ไม่ได้เข้าพบ หรือการตามอธิบดีแต่ละกรมให้นำงบประมาณไปที่ทำการพรรคการเมือง ซึ่งอธิบดีกรมฝนหลวงบอกว่า เขาเป็นคนที่สองในวันนั้น และเข้าใจว่าอธิบดีกรมไปกันทุกคน
“สิ่งที่สังคมอยากรู้คือ ภาพคมชัดระดับ 4 K และระบบเสียงมีความชัดเจนที่ว่า คืออะไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นการเตือนสตินักการเมืองทั้งหลายว่า บัดนี้กลไกราชการไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปยุ่งกับคนที่กำลังเกษียณราชการ ซึ่งไม่รู้จะกลัวอะไรแล้ว เขาจึงยอมหัก ไม่ยอมงอตัดสินใจลาออก แล้วพูดอย่างเสียงดังฟังชัด (ไม่เหงื่อตก)”
นอกจากนี้ ท่วงทำนองของอดีตอธิบดีกรมฝนหลวงก็ไม่ธรรมดา มีความสามารถพอตัวเหมือนกัน ในการเปิดแต่ละประเด็น ขยับอย่างเป็นจังหวะ เป็นขั้นตอน และไม่รู้ว่ากรมอื่นจะมีปฎิสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ แต่เรื่องนี้ชี้อย่างหนึ่งว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เสี่ยงจะไปต่อกรกับพรรคกล้าธรรมในกระทรวงเกษตรฯ จึงหลบทางให้เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยรับผิดชอบไป
ดังนั้น ภายใต้กฎหมายเกี่ยวข้องของคนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น นายสุริยะ คงไม่คาดคิดว่า จะเจอกับตัวเองเป็นกระดานแรก แน่นอนนักการเมืองต้องการคุมความพยศของข้าราชการ โดยการโยกย้าย ในอดีตเมื่อรัฐมนตรีเข้าไปก็ย้ายกันเลยเพื่อให้เห็นว่า ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไร ซึ่งขั้นตอนในระบบสั่งการแล้ว รัฐมนตรีต้องสั่งการปลัดกระทรวง แล้วปลัดฯ ไปสั่งการลำดับชั้นลงไป
“เรื่องนี้ไม่มีใครคาดคิด และอาจมีโรคแทรกอื่นๆ เรียงมาตามลำดับ มีอดีต สส.ปชป. นายวัชระ เพชรทอง ไปร้องประเด็นจริยธรรมกับ ปปช. และทักษิณ ชินวัตร กำลังออกจากคุกในอีก 10 วันข้างหน้า ไม่รู้ปัญหาจะลามขนาดไหน อีกอย่าง ศาล รธน.ให้ กกต.ทำคำชี้แจงของพยานใน 15 วัน ซึ่งอยู่ในห้วง พ.ค. สิ่งเหล่านี้ขยับแทรกได้ทั้งสิ้น”
ส่วนรัฐมนตรีเทคโนแครต ทั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง และนางศุภจี บุคคลเหล่านี้ล้วนควบรองนายกฯ และทุกคนไม่มี รัฐมนตรีช่วย ไม่มีนักการเมืองเป็นที่ปรึกษา จึงดูเหมือนถูกนักการเมืองโดดเดี่ยว แต่นายสีหศักดิ์ กับเอกนิติ มีทักษะบริหารจากเคยเป็นข้าราชการมาก่อน ย่อมพอเอาตัวรอดได้
สำหรับนางศุภจี ไม่ได้มาจากราชการ แต่ผ่านภาคเอกชน เป็นมืออาชีพบริหารบริษัทใหญ่ เมื่อมาอยู่ในดงราชการอาจทำให้ภาวะผู้นำดูเดียวดาย ยิ่งปลัดกระทรวงมาดึงมือรัฐมนตรีออกจากการแถลงข่าว ดูเหมือนเป็นการช่วย แต่ทางการเมืองคือ ลดทอนความเป็นผู้นำ
“เมื่ออยู่ภายใต้ดงราชการแล้ว ยิ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้น นักการเมืองก็ไม่เข้าไปช่วยเพราะอยู่ภายใต้ความเป็นอิสระของข้าราชการ จึงกลายเป็นช่องว่างการทำงาน ทั้งที่การบริหารยามวิกฤตควรผสมผนึกกำลังระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและผู้มีความรู้อย่างเทคโนแครตการเมืองเพื่อแก้ปัญหาให้บ้านเมือง”
นายจตุพร กล่าวว่า เทคโนแครตเข้ามาสู่การเมือง มักปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง แต่ตำแหน่งเป็นการเมือง บทเรียนตั้งแต่มะพร้าวราคาถูก ถึงไลฟ์สดทุเรียนดั้มราคาตลาด และผลไม้อื่นๆ รวมถึงพืชผลเกษตรและสินค้าจำเป็นอุปโภค บริโภค แล้วยังจะต้องเจอกับวิกฤตพลังงานช่วงหลังกลาง พ.ค.กันอีกรอบ ประเทศคงหนักหน่วง ประชาชนเกินรับมือไหว








