เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า ร่องรอยปัญหาใหญ่เริ่มก่อตัวกระหน่ำซัดรัฐบาล ทั้งปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยและทางการเมืองที่จะประเดประดังมาพร้อมทักษิณ ชินวัตร ได้พักโทษออกจากคุก 11 พ.ค.นี้
โดยร่องรอยแรกที่ปะทุขึ้นในกรณีไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ร่วมไลฟ์สด ถูกดราม่าโจมตีทางการเมืองสะพัดสังคมโซเชียลในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดทุเรียนไทยช่วงรอยต่อปี 2567-2568 ไทยส่งออกประมาณ 8.5 แสนตัน ถึง 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1.3-1.5 แสนล้านบาท ส่วนนางศุภจี เคยใช้กลยุทธ์ไลฟ์สดขายทุเรียนกับจีนมาแล้วเมื่อปี 2568 ขายได้ 15 ล้านบาท แต่ยังถือว่าเล็กน้อยมาก
มาครั้งนี้ ในปี 2569 ยูทูบเบอร์ชื่อดัง พิมรี่พาย ไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท โดยมีนางศุภจี มาร่วมด้วย แต่กลายเป็นปัญหาเล่นงานทางการเมือง แต่ทางการตลาดแล้ว พิมรี่พายได้ประโยชน์เต็มๆ อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ ถ้านางศุภจี พูดความจริงให้ครบถ้วนแล้ว เรื่องราวปัญหาคงไม่เกิดบานปลายขึ้น
ส่วนปัญหาความจริงของผลไม้ไทยนั้น เกิดจากล้งจีน ซึ่งรัฐปล่อยปละละเลยมายาวนาน ยิ่งจีนเป็นเจ้าค้าขาย เมื่อค้าขายกับใครก็ต้องเป็นเจ้า แต่ก่อนไทยเคยค้าลำใยทางเหนือกับจีน โดยถูกกำหนดราคาแล้วขยับมาซื้อโรงอบลำไยแห็งจนทำให้คนปลูกลำไยขาดทุนทุกปี
มาถึงกรณีทุเรียนก็เป็นระบบล้ง ซึ่งวางโครงสร้าง เครือข่ายไว้ยาวนานเบ็ดเสร็จ แม้นางศุภจี ไปไลฟ์สดขายทุเรียน คงทำลายระบบล้งไม่ได้ เพราะทุเรียนอาจมีผลผลิตถึง 2 ล้านกว่าตัน ดังนั้น การไลฟ์สดขายมีสเกลเล็กมาก จึงไปทำอะไรให้ล้งได้
"อยากเสนอผ่านคุณศุภจีว่า รัฐโดยกระทรวงพาณิชย์ ควรมีมาตรการควบคุมล้งในการกำหนดราคาให้เป็นธรรมกับเกษตรกร วันนี้ผลไม้รอดอย่างเดียวคือทุเรียน ส่วนผลไม้อื่นตายสนิท ถ้ารัฐตั้งล้งแข่งจะเกิดปัญหาว่าจะขายให้ใคร เพราะระบบล้งคุมตลาดไว้แล้ว 97%"
พร้อมทั้งกล่าวว่า ถ้ารัฐไปเข้าควบคุมราคาไม่ให้เอารัดเอาเปรียบแล้ว ก็ไม่มีช่องทางเข้าแทรกแซงผลไม้ได้เลย ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ในยุคของนางศุภจี ควรคิดทำมาตรการอื่นเพื่อช่วยค้าขายผลไม้ไทย โดยอาจหาตลาดส่งออกก่อนเพาะปลูกตามคำสั่งซื้อ พร้อมประเมินแรงกระทบให้เกษตรกรได้รับรู้
"คุณศุภจี ถ้าคิดแบบเมกะโปรเจกต์ใหญ่ๆ เปลี่ยนโครงสร้างเกษตรกรขายผลผลิตเกษตรเสียใหม่ เราเชื่อว่า มันจะยกระดับสินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมได้ แต่ที่ผ่านมากลไกอยู่ที่พ่อค้าปั่นให้เกษตกรปลูกเพื่อขายพันธุ์พืชราคาแพง เมื่อผลผลิตออกมาราคาก็ตก ส่วนรัฐไม่เคยบอกเกษตรกรว่า อะไรควรปลูก ไม่ควรปลูก ดังนั้น จึงต้องคิดเชิงใหม่"
ส่วนทักษิณ จะได้พักโทษ 11 พ.ค. นี้ โดยติดกำไรอีเอ็ม แม้ขณะนี้โอกาสพักโทษมีถึง 99.99% แต่ชีวิตคนคุกยังไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่แน่ใจคือต้องออกจากคุกก่อน เพราะมีหลายกรณีศึกษาที่คนคุกจะได้ปล่อยตัว แต่มีคำสั่งอายัดตัวมาในตอนกลางคืน หรือดักรวบคุมตัวในคดีอื่นหน้าเรือนจำก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้น หวังว่า ทักษิณ จะได้พักโทษตามกำหนดและออกจากคุกแบบ 100%
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังขาว่า ทักษิณ จะวางมือทางการเมืองหรือไม่ เพราะอำนาจเหมือนคนติดยาเสพติดเมื่อมีความอยากจะหนักถึงขั้นฉี่เล็ด ส่วนการเมืองเกิดอาการอยากโชว์ของเป็นระยะ ยิ่งมีกล้องสื่อมวลชนตามติด ตื๊อกระตุ้นขอความเห็นบ้านเมือง แล้วที่สุดจะหลุดและลงท้ายจะมีความเห็นแบบกลอนพาไป
ส่วนหลาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ขอพบอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้พบกลับถูกคำสั่งย้าย จนสุดท้ายต้องลาออกราชการว่า ในทางการเมืองการจะให้สวามิภักดิ์ต้องเชือดให้เห็น แต่กรณีกรมฝนหลวงนั้นกลับไปลงมือกับคนใกล้เกษียณ จึงถูกตอบโต้
ทั้งนี้นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตราชการ อีกไม่กี่เดือนจะเกษียณ แล้วอธิบดีกรมคนนี้ดูเหมือนพอตัว ไม่สนใจอำนาจอะไรเหมือนกัน จึงลาออกและไม่รู้ว่า มีบันทึกอะไรไว้บ้างเพื่อพร้อมบวกหรือเตรียมตอบโต้อำนาจการเมือง
ถึงที่สุดแล้ว แม้นายสุริยะ แถลงยอมรับความจริง แต่อธิบดีกรมฝนหลวงบอกสื่อว่า ไม่ได้เรียกพบเพียงกรมเดียว โดยช่วงเช้ามีกรมหนึ่งถูกเรียกไปพบหลานเจ้ากระทรวงมาแล้ว ซึ่งดูเหมือนอธิบดีคนนี้พร้อมทยอยเปิดข้อมูลเป็นระยะเช่นกัน และกรมอื่นที่ยังไม่เป็นข่าวจะเป็นปัญหาตามมาอีกหรือไม่
"มีการเตือนกันว่า อย่าเล่นกับคนใกล้เกษียณ เมื่อไม่มีอนาคตแล้ว จึงกล้าเดิมพันได้ หรือถ้าจะมอบภาระกิจให้กับใคร ก็ใช้คนใกล้เกษียณ เพราะไม่ต้องคิดมาก ส่วนคนอายุสัก 40 ปีก็จะคิดมาก โดยคิดสองแบบคือ เกรงทำพลาดก็ถูกออก หรือเดิมพันเพื่อหวังเติบโตในราชการไปเลย ดังนั้นถ้าจะมีเรื่อง อย่าไปมีเรื่องกับคนรอเกษียณ"








