วันที่ 28 เม.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า อย่าอ้างสงคราม เพื่อดึงเวลาแก้รัฐธรรมนูญ
ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบกันในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า รวมถึงประเทศไทยของเรา มีผลกระทบในเรื่องวิกฤตพลังงานน้ำมัน และพลังงานก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงปัญหาปากท้องของประชาชน ที่สินค้าราคาแพง ทำให้เป็นโอกาสของรัฐบาลใช้วิกฤตสงครามการสู้รบตะวันออกกลาง มาเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน โดยบ่ายเบี่ยงหรือละเลยต่อการแก้ปัญหาการเมือง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติที่ประชาชนส่วนใหญ่ 21 ล้านคน เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
แต่เมื่อเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามประธานวิปรัฐบาล ถึงความคืบหน้าและท่าทีของรัฐบาล ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้คำตอบว่า รัฐบาลกำลังโฟกัสกับเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ พลังงาน และการสู้รบในตะวันออกกลางมากกว่า ซึ่งในข้อเท็จจริงการแก้ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ เพราะภาระหน้าที่ของรัฐบาลไม่ได้มีด้านเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลายปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ก็ต้องรับผิดชอบในทุกปัญหา และสามารถทำคู่ควบคู่กันไปได้ การพยายามบ่ายเบี่ยงและหยิบยกเอาเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และการสู้รบในตะวันออกกลางขึ้นมากล่าวอ้าง เป็นการพูดในลักษณะแก้เกี้ยว เพราะถ้าหากจะดูนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะเห็นได้ชัดว่านโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มีน้อยมาก แม้ว่านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะตอบในลักษณะแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆว่า ไม่จำเป็นจะต้องเขียนในนโยบายรัฐบาลก็ได้ เพราะเป็นผลประชามติของประชาชน
แต่ในความเป็นจริง เพื่อเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับผลประชามติและให้ความสำคัญ เคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน รัฐบาลควรจะวางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จในรัฐรัฐบาลชุดนี้ ถ้าปล่อยปะละเลยให้ผ่านไปในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ยังไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ ก็เป็นการสูญเปล่าในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอันดับแรก เพราะเป็นเสียงความต้องการของประชาชน จึงไม่มีเสียงคัดค้านใดๆอีกแล้ว เพราะถือว่าได้ข้อยุติไปแล้ว เป็นฉันทามติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลต้องมีหน้าที่ผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ และไม่ควรกล่าวอ้างเรื่องปัญหาเศรษฐกิจว่า ต้องมาแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับของประชาชน จะทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีความเจริญก้าวหน้าตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย








