วันที่ 23 เม.ย.69 นายจักรพล ผลละออ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์ข้อความ X (ทวิตเตอร์) กรณีมีการวิจารณ์การทำงานของพรรคว่า ...
“จริงๆ เรื่องนี้อยู่นอกประเด็นการเขียนเรื่องพรรคมวลชน แต่เป็นเรื่องที่ผมครุ่นคิดกับมันมาสักระยะหนึ่งแล้ว ผมคิดว่าสื่อมวลชนของเรา ขออภัยหากใช้ถ้อยคำรุนแรง คือถ้าพูดตามตรง “ปัญญาอ่อน” กันขึ้นทุกวัน
ก่อนหน้านี้หรือก่อนผมเกิด เราเคยเชื่อว่าสื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่สี่ เป็นชนชั้นพิเศษ มีอภิสิทธิ์ หรือเป็นปราการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตย จนได้พูดกันว่าเสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน
แต่ดูคุณภาพสื่อมวลชนทุกวันนี้กันเถอะครับ เราคาดหวังสื่อมวลชนในฐานะปราการปกป้องอะไรได้บ้าง สื่อมวลชนไม่ได้คัดกรองข่าวหรือชี้นำความคิดอะไรแก่สังคมเลย ได้แต่หยิบเอาเรื่องปัญญาอ่อนอะไรก็ได้ที่น่าจะมีคนสนใจมาเขียนข่าวกันไปวันๆ สถานะผู้ชี้นำความคิดหรือปราการปกป้องประชาธิปไตยอะไรนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เหลือสื่อมวลชนไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดเรื่องนี้ และที่น่าเศร้าคือสื่อจำนวนมากที่สำนึกเรื่องนี้เป็นสื่ออิสระหรือสื่อพลเมืองที่ไม่ใช่สื่อมวลชนอาชีพมีสังกัดใหญ่โตด้วย แต่คนเหล่านี้แม่นยำเรื่องจรรยาบรรณสื่อเสียยิ่งกว่าพวกจบสื่อสารมวลชนมาหากินกับอาชีพสื่อหลายคนเสียอีก
สำหรับผม ถ้าเราคาดหวังให้ประเทศนี้ก้าวหน้า มีอนาคต สื่อมวลชนในฐานะฐานันดรที่สี่ ก็ต้องช่วยชี้นำความคิดสังคมด้วย ต้องเลิกเสนอข่าวดราม่าปัญญาอ่อน ไร้สาระแล้วผลักดันความคิดชี้นำในสังคม เลิกคิดง่ายๆ แบบสุกเอาเผากินหากินกับเรื่องงี่เง่าแล้วทำข่าวเชิงลึกเสริมสร้างสติปัญญาแก่สังคมบ้าง
พูดแบบนี้เพื่อนสนิทมิตรสหายที่เป็นสื่ออาจจะโกรธ อาจจะเกลียดผม แต่นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าต้องพูด ไม่อย่างนั้นเราก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแบบนี้กันไม่รู้จบ จะแก้ปัญหาการเมืองไทยไม่ใช่แค่ประชาชนตื่นรู้ แต่สื่อต้องตื่นตัวกับการนำเสนอข่าวด้วย”
นายจักรพล ยังได้โพสต์ X อีกครั้ง ระบุว่า “ช่วงหลังเลือกตั้งมานี้ผมไม่ค่อยได้ติดตามข่าวการเมืองเท่าไหร่ แต่ในบรรยากาศปัจจุบันผมรู้สึกว่าสื่อหรือสังคมกำลัง shape บรรยากาศหนึ่งขึ้นมานั่นคือ “บรรยากาศว่าพรรคส้มกำลังแตกแยก และล่มสลาย” ซึ่งไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือแค่ต้องการแสวงหาเอนเกจ บรรยากาศเช่นว่านี้ทำให้คนสิ้นหวังทางการเมืองและเบื่อการเมือง อย่างในวันสองวันนี้เราก็เห็นการที่นักข่าวพยายามจับคู่ให้หัวหน้าเท้ง วิวาทะกับ อ.ปิยบุตร ให้ได้ หรือหยิบข่าวอดีตนักการเมืองของพรรคที่ขอแยกทางมานำเสนอทุกวันอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาการบริหารภายในพรรคหรือการเห็นต่างกันในพรรคนั้นเป็นเรื่องหนึ่งและควรเป็นเรื่องปกติธรรมดา รวมถึงการที่คนในพรรคจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนจุดยืน ถอนตัว เปลี่ยนพรรคย้ายค่ายเพื่อแสวงหาโอกาสหรือที่ทางให้แก่ตัวเองนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่เรื่องเหล่านี้ถูกนำมาขยายใหญ่โตว่าพรรคส้มกำลังล่มสลาย ซึ่งเป็นการพูดขยายกันจนเกินจริงไปหน่อย อันที่จริงการคิดเรื่องเหล่านี้ยืนบนฐานที่เห็นว่าพรรคการเมืองมีนักการเมืองเป็นศูนย์กลาง เมื่ออดีต สส. หรือนักการเมืองย้ายออกก็เห็นกันว่าพรรคจะแตกแน่แล้ว แต่ไม่ได้พิจารณาว่าสมาชิกพรรคอีกนับหมื่นคน แสนคนยังยืนหยัดยืนยันอยู่กับพรรค
เป็นกำลังใจให้เพื่อน สส. และนักการเมืองท้องถิ่นทุกระดับที่ยังทำงานกับพรรค ไม่ต้องสนใจเสียงเหล่านี้มาก ขอให้มุ่งมั่นทำงานให้เต็มที่ ส่วนเพื่อนสมาชิกพรรคผมอยากชวนให้มองเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่พรรคยังมั่นคงในจุดยืน และมีสมาชิกพรรคเหนียวแน่น ผมไม่คิดว่าพรรคจะพังทลายเพียงเพราะนักการเมืองบางคนลาออก หรือเราถกเถียงกันเองภายในพรรค”








