ตัวเลขที่น่ากลัวกว่าที่คิด! "ชิบ จิตนิยม" กางสถิติขาดดุลการค้าจีน 10 ปีพุ่งกระฉูด ยันนโยบายรัฐบาลยังไร้เข็มทิศสู้ศึกมังกร เผยโรงงานไทยทยอยปิดตัวเกือบ 2,000 แห่ง ขณะที่เพื่อนบ้านทิ้งห่างไทยในกระดานการลงทุนโลก ชี้ช่องโหว่รัฐบาล ปล่อยทุนเทา-สแกมเมอร์จีนอาละวาดหนักซ้ำเติมเศรษฐกิจ พร้อมจี้ใช้มาตรการเข้มแบบอินโดนีเซียคุมราคาสินค้าออนไลน์ ป้องกันโรงงานไทยเจ๊งระนาวหลังหนี้เสียพุ่งไม่หยุด
วันที่ 10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 จากนั้น นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายถึงสถานการณ์การขาดดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอให้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจ “China Man” เพื่อวางกลยุทธ์เชิงรุกในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประเด็นการเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก การสร้างพันธมิตรทางการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายรัฐบาลแล้ว แต่คำถามคือทำอย่างไร ด้วยยุทธศาสตร์แบบไหน และทำไมประเทศไทยยังขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูงเช่นนี้
“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 6 แสนล้านบาทในปี 2558 จนล่าสุดปี 2567 สูงถึง 2.02 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเพียงเดือนมกราคมปีนี้เดือนเดียว ขาดดุลไปแล้วกว่า 2.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าปัญหานี้ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง” นายชิบ กล่าว
นายชิบ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไทยมักอธิบายว่าการขาดดุลเกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ แต่ข้อเท็จจริงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สินค้าที่ขาดดุลอันดับหนึ่งคืออุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน รวมมูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งดิจิทัล เอไอ หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด แต่ยังไม่มีความชัดเจนในเชิงระยะเวลาและเป้าหมายการแข่งขันกับจีน
“ผมขอถามตรง ๆ ว่าอีกกี่ปีเราจะสามารถแข่งขันกับจีนได้ และเราจะชนะในอุตสาหกรรมไหน หนทางดูตีบตันจนแทบมองไม่เห็นว่าเราจะลดการขาดดุลได้อย่างไร” นายชิบ กล่าว
นายชิบ กล่าวอีกว่า แม้ไทยจะตั้งเป้าผลิตสินค้าคุณภาพสูง แต่จีนก็ยกระดับการผลิตไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มเช่นกัน ภายใต้นโยบาย “Made in China” ที่เน้นทั้งคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ เมื่อจีนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงในต้นทุนที่ต่ำกว่า แบบนี้เราจะแข่งขันอย่างไร
นายชิบ กล่าวถึงแนวทางของต่างประเทศว่า หลายประเทศใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือยุโรป รวมถึงอินโดนีเซียที่มีมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าและอีคอมเมิร์ซอย่างเข้มงวด เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำของสินค้านำเข้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการจำกัดรูปแบบธุรกรรมบนโซเชียลมีเดีย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การผลิตสินค้าของไทยในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะที่แข่งขันกับจีน มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่หนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสิ่งทอ เหล็ก และค้าปลีกแบบดั้งเดิม ส่งผลให้มีการปิดโรงงานจำนวนมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปิดไปกว่า 852 แห่ง และในช่วง 2 ปีก่อนหน้านั้น ปิดไปเกือบ 1,700 แห่ง
นายชิบ ยังกล่าวถึงปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายว่า ธุรกิจจีนเทา สแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมาก ส่วนภาพรวมการลงทุนว่า จากดัชนี Global Opportunity Index ปี 2569 ประเทศไทยหลุดจากการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุน ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามกลับมีศักยภาพโดดเด่นขึ้น ดังนั้นควรยกระดับ “ทีมไทยแลนด์” และจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ “China Man” เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านจีนอย่างรอบด้าน ทั้งเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ความจริงคือ ต่อให้เรามีนโยบายที่ดีแค่ไหน หากไม่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายของจีนในระดับสูงได้ ก็อาจไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ







