รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
หากจะมีงานเขียนทางเศรษฐศาสตร์สักชิ้นหนึ่งที่อ่านแล้ว “เข้าใจง่าย” แต่กลับชวนให้คิดต่อได้ไม่รู้จบ “ทฤษฎีบ่อปลา” ที่คิดและเขียนขึ้นโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช คงเป็นหนึ่งในนั้น
ภาพของ “บ่อ” และ “ปลา” ดูเหมือนจะเป็นเพียงอุปมาเรียบง่าย น้ำคือปริมาณเงิน ปลาแต่ละตัวคือประชาชนหรือธุรกิจ แต่ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในภาพนั้น คือคำอธิบายทั้งระบบของเศรษฐกิจมหภาค และยิ่งไปกว่านั้น คือ “ความฝัน” ของประเทศที่ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ วาดไว้ตั้งแต่หน้าแรก ‘ประเทศไทยที่ประชาชนมีรายได้ มีโอกาส มีคุณภาพชีวิต และมีศักดิ์ศรีในสังคม’
คำถามที่ชวนคิดต้องไม่มองว่า “ทฤษฎีนี้ถูกหรือผิด” แต่สิ่งที่ควรมองคือ “เราจะใช้ทฤษฎีนี้อย่างไร…ให้เข้าใกล้ความฝัน
มากที่สุด”
ในด้านหนึ่ง ทฤษฎีบ่อปลาเสนอภาพที่ชัดเจนและทรงพลังว่า ระบบเศรษฐกิจจะเติบโตได้ ก็ต่อเมื่อ “ระดับน้ำในบ่อ” อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปจนล้น ไม่ต่ำเกินไปจนปลาไม่โต เมื่อปริมาณเงินพอดี การผลิตจะใช้ศักยภาพเต็มที่ ต้นทุนลดลง การจ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้กระจายไปสู่ผู้คน นับว่าเป็นความคิดที่งดงามในความเรียบง่ายและเป็นแก่นในงานเขียนชิ้นนี้
แต่เมื่อเราหันกลับมามองประเทศไทยในโลกความเป็นจริง ภาพนั้นกลับไม่ได้ราบเรียบอย่างที่อุปมาบอกไว้
ประสบการณ์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้เราเห็นชัดว่า เศรษฐกิจไม่ได้เคลื่อนที่ด้วย “ปริมาณเงิน” เพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกกำหนดด้วยพฤติกรรม ความกลัว และความไม่แน่นอนของผู้คน การใช้จ่ายของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รายได้ไม่แน่นอน การออมเพิ่มขึ้นด้วยความจำเป็น ไม่ใช่เพราะความมั่นใจ แต่เพราะความไม่มั่นคง
และที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาวะหนี้สินของครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูง กลายเป็น “น้ำหนัก” ที่ถ่วงการเติบโตของปลาในบ่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจุดนี้ทฤษฎีบ่อปลาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เพราะแม้ว่าน้ำจะพอดี แต่ปลาแต่ละตัวไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน บางตัวแข็งแรง พร้อมเติบโต บางตัวอ่อนแรง และแทบจะเอาตัวไม่รอด
ดังนั้น ปัญหาของเศรษฐกิจไทยคงจะไม่ใช่แค่ “ระดับน้ำ” แต่คือ “ความเหลื่อมล้ำของปลาในบ่อเดียวกัน”
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือการเน้นบทบาทของความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการส่งออกและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโต
ในเชิงทฤษฎี แนวคิดนี้มีน้ำหนักอย่างยิ่ง เพราะประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของหลายประเทศ—ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน—ต่างพิสูจน์มาแล้วว่า การเชื่อมโยงกับตลาดโลกสามารถยกระดับประเทศได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในโลกปี 2569 เงื่อนไขนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก
โลกไม่ได้เปิดกว้างเหมือนเดิม ห่วงโซ่อุปทานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงาน และการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่นวัตกรรม ความรู้ และความสามารถในการปรับตัว
คำถามคงจะไม่ใช่ “เราจะทำให้ค่าเงินแข่งขันได้หรือไม่” แต่คือ “เราจะทำให้คนไทยแข่งขันได้อย่างไร” และจุดนี้ทำให้แนวคิดเรื่อง “รัฐ” กลับมาอยู่กลางเวทีอีกครั้ง
ทฤษฎีบ่อปลาเสนอให้รัฐมีขนาดเล็ก ทำหน้าที่เท่าที่จำเป็น และปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเต็มที่ แนวคิดนี้มีเสน่ห์ในตัวเอง เพราะมันเชื่อในศักยภาพของประชาชน และต้องการลดความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ แต่ประสบการณ์จริงของสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับสะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า หากรัฐถอยออกไปมากเกินไป คนที่อ่อนแอที่สุดในระบบอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในช่วงวิกฤต เราเห็นชัดว่า รัฐไม่ใช่เพียง “ผู้ควบคุมระดับน้ำ” แต่เป็น “ผู้พยุงปลา” ที่กำลังจะจมน้ำ ดังนั้น บทบาทของรัฐในอนาคตคงจะไม่ใช่การ “ใหญ่หรือเล็ก” แต่คือ “ฉลาดและแม่นยำ” สามารถช่วยเหลือได้ตรงจุดและเปิดโอกาสให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อมองกลับมาที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในวันนี้ ภาพที่เห็นคือการฟื้นตัวที่ยังไม่สมบูรณ์ การท่องเที่ยวกลับมา การบริโภคเริ่มขยับ แต่กำลังซื้อยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง หนี้ครัวเรือนยังเป็นเงาที่ยาว และความเชื่อมั่นยังเปราะบาง
พูดง่าย ๆ คือ “น้ำในบ่อเริ่มเพิ่มขึ้น…แต่ปลาในบ่อยังว่ายไม่เท่ากัน” นับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของประเทศไทยในเวลานี้
เพราะความฝันที่เขียนไว้ในหน้าแรกของทฤษฎีบ่อปลา ‘สังคมที่มั่งคั่ง เป็นธรรม และยั่งยืน’ จะะเกิดขึ้นไม่ได้ หากการเติบโตยังไม่สามารถ “พาทุกคนไปด้วยกัน”
อาจต้องยอมรับว่า ไม่มีทฤษฎีใดสมบูรณ์ แต่ทฤษฎีที่ดี คือทฤษฎีที่ทำให้เราตั้งคำถามได้ดีขึ้น ซึ่ง “ทฤษฎีบ่อปลา” ทำหน้าที่นั้นอย่างงดงาม แม้จะไม่ได้ให้คำตอบทั้งหมด แต่ก็ทำให้เห็นว่า “ระบบ” สำคัญมากเพียงใด
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของสังคมไทยก็เตือนว่า “ผู้คน” สำคัญไม่แพ้กัน และระหว่าง “น้ำในบ่อ” กับ “ชีวิตของปลา” สิ่งที่ประเทศต้องการ แน่นอนว่าไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการสร้าง “สมดุลใหม่” ที่ทำให้ทั้งระบบเติบโต…และทุกชีวิตในระบบนั้น เติบโตไปพร้อมกันครับ...
#ทฤษฎีบ่อปลา #เศรษฐกิจไทย #สุชาติธาดาธำรงเวช #ความเหลื่อมล้ำ #หนี้ครัวเรือน #นโยบายเศรษฐกิจ #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #ประเทศไทย #บทความเศรษฐกิจ #สวนดุสิต #siamrathonline








