วันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จากนั้นเวลา 10.15 น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นคนแรกของฝ่ายค้านว่า การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ประกาศรับรองให้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นสส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ทั้งที่มีปัญหาเรื่องผลการนับคะแนนไม่ตรงกับวันเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์จากการจัดสรรดุลอำนาจ 5 ด้าน หรือ "5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ" คลัสเตอร์มุ้งการเมือง รวม สส. จากหลายพรรคมาสวมเสื้อภูมิใจไทย จนกลายเป็นพรรคอันดับ 1 ที่มี สส. ย้ายค่ายมากที่สุด
พรรคอันดับ 2 ไร้อำนาจต่อรอง พรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 (พรรคเพื่อไทย) ว่าอยู่ในสภาวะที่ต้องยอมทำตาม เพราะภูมิใจไทยสามารถดึงพรรคฝ่ายค้านไปสลับขั้วได้ตลอดเวลา ดุลอำนาจพรรคเล็ก ใช้เสียงจากพรรคร่วมอื่นๆ ราว 20 เสียง เป็นตัวแปรค้ำยันอำนาจ ไพ่โป๊กเกอร์ องค์กรอิสระ มีขุมกำลังที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งคอยคุมเกมร่างรัฐธรรมนูญ และใช้โจมตีฝั่งตรงข้าม และตั๋วใบที่ 2 จากกลุ่มระเบียบเดิม ได้รับสัญญาณหนุนหลังเพื่อรักษาระเบียบอำนาจเดิมให้คงอยู่ต่อไป
ทำให้นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกประท้วงว่าไม่เป็นตามข้อบังคับเนื่องจากอยู่นอกเหนือจากคำแถลงนโยบายรัฐบาล นายโสภณ วินิจฉัยให้นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อจนจบ
ต่อมานายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกประท้วงและขอให้ถอนคำพูดที่นายณัฐพงษ์ พูดพาดพิงมายังพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะใช้คำว่าพรรคอันดับสอง แต่หมายความถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งระบุว่าขายวิญญาณ ถือว่าเป็นคำที่สร้างความเสียหาย ขอให้ถอนคำพูด เพราะกระบวนการการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกลไกการเมืองในระบบอบรัฐสภา เมื่อพรรคอันดับหนึ่งเชิญ พรรคอันดับสาม คือ พรรคเพื่อไทยเข้าร่วม จึงได้หารือถึงการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน
“พรรคเพื่อไทยตอบตกลงเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ผมเข้าใจท่าน แต่การอภิปราย ลีลามาก ใช้คำพูดไม่ถูก เกิดความเสียหาย ดังนั้นเพื่อให้การประชุมเดินหน้า ขอให้ถอนคำพูด” นายจุลพันธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงแรก นายณัฐพงษ์ ไม่ยอมถอน แต่ขอให้ประธานสภาฯ วินิจฉัย โดยนายโสภณ วินิจฉัยว่า คำว่าขายวิญญาณประชาธิปไตยเป็นการกล่าวหา เหมือนใส่ร้าย ซึ่งไม่เหมาะจะกล่าวร้าย ขอให้เปลี่ยนคำพูด เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย
แต่สส.พรรคประชาชน อาทินายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ลุกประท้วงคำวินิจฉัย เนื่องจากมองว่าเป็นการใช้บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง และหากในการประชุมมีการกล่าวหาเล็กน้อย ต้องให้ถอนทุกคน เพราะคำที่อภิปรายหากไม่เห็นด้วย ขอให้ใช้สิทธิชี้แจง
ทำให้นายจุลพันธ์ลุกประท้วงอีกครั้งพร้อมยกข้อบังคับการประชุมข้อ ข้อ 69 วรรคสอง ว่า ตามข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้ใส่ร้าย และพวกท่านยอมรับแล้วว่าใส่ร้ายพวกตน ถือว่าผิดข้อบังคับ จึงขอให้ถอน
จากนั้นนายณัฐพงษ์ ลุกเปลี่ยนคำพูดตามคำวินิจฉัยของประธานสภาฯ ว่า ขอเปลี่ยนว่าละทิ้งจุดยืนเดิม
ทำให้นายจุลพันธ์ ลุกขึ้นอีกครั้งแล้วอภิปรายว่า “หากจะใช้วิธีตอดเล็ก ตอดน้อย ศักดิ์ศรี คุณภาพของพรรคท่านเดินตามนั้น ผมยอม”








