"รัดเกล้า อินทวงศ์" สส.ปชป. ปลุกสภาตื่นจากภาวะอัมพาตบริหาร แฉ 4 ปมล็อกปัญหาช้างป่าทำคนตาย-ช้างดับซ้ำซาก เสนอไอเดียสุดพีค ให้ สส. ใจกว้างยอมสละงบอาหารกลางวันสมทบทุนติด GPS ตามตัวช้าง หลังพบงบดาวเทียมขาดแคลน ลั่นต้องเลิกทำตัวเป็นตรายางระบบราชการ แล้วแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังเสียที “ดร.ยศชนัน” สส.เพื่อไทย อภิปรายหนุนแก้ปมช้างรุกที่คน ชี้ต้นเหตุจากเมืองขยายตัวทำป่าหด เสนอทางออก 4 มิติ "กั้น-คุม-เยียวยา-สร้าง" เน้นใช้เทคโนโลยีเชิงรุกดูแลประชาชน พร้อมจี้ทำหมันช้างควบคุมปริมาณให้สมดุลพื้นที่ป่า ลั่นต้องเริ่มทันทีเพื่อดึงคนกับป่าให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
วันที่ 1 เม.ย.2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม หลังจากเปิดให้สมาชิกหารือเสร็จ ที่ประชุมได้อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
จากนั้นได้พิจารณาญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เสนอโดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณศีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพิจารณาญัตติในทำนองเดียวกันอีก2ญัตติ โดยนางรัดเกล้า กล่าวว่า ตนได้ศึกษาข้อมูลต่างๆและเมื่อศึกษาจึงได้เขียนญัตตินี้ขึ้นมาด้วยใจที่เร่งรีบและเขียนขึ้นมาในวันที่สภาเปิดทันทีจึงทำให้ญัตตินี้เป็นญัตติที่1/2569 ชุดที่27 นี้ ความสนใจของตนเรื่องช้างเริ่มต้นมาจากการตายของสีดอหูพับทำให้เรา เห็นว่ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งเศร้าโศกเสียใจและโกรธเคืองและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย ประชาธิปัตย์จึงตัดสินใจและจัดวันที่เสวนาเพื่อพูดแทนช้าง แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ช้างตายเพราะฝีมือคน มันก็มีเหตุการณ์ที่คนตายเพราะฝีมือช้างเหมือนกัน สังคมไทยมาสู่จุดที่มีความแตกแยกทางความคิดเราจะต้องยุติตรงนี้
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐสภาควรมุ่งเน้นที่เป้าหมาย ถ้ามีการศึกษาไปแล้วแต่ปัญหายังไม่สำเร็จยังถูกแก้ไขเราไม่ควรที่จะหยุดควรที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขต่อควรมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาอีกครั้งในสมัยนี้เพื่อติดตามเรื่องนี้ ตนไม่ได้มาพูดเพียงเรื่องช้าง แต่กำลังพูดถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลไทย ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกการตายของคนและการตายของช้างเป็นใบเสร็จที่ยืนยันชัดว่าความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารของประเทศไทยมีอยู่จริง เรามีการล้มเหลวนโยบายที่แยกส่วน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งของคนเป็นโรคเรื้อรัง ยืดเยื้อ
“ขอยกตัวอย่าง 4 กรณีว่าปัญหาคืออะไร 1. อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาเรื่องช้างป่าจัดการไม่ได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ซึ่งต่างคนก็ต่างทำและต่างมีข้อจำกัดของตัวเองทำให้ขาดเจ้าภาพที่เป็นกิจลักษณะ 2. การแก้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขัดความต่อเนื่อง เช่นการคุมกำเนิดด้วยวัคซีน คือการแช่แข็งจำนวนช้างแบบชั่วคราว ท่านต้องย้ำ ให้ประชาชนเข้าใจว่าวัคซีนนี้เป็นเพียงการซื้อเวลา7 ปีเพื่อให้รัฐแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างวางแผนและจัดการในระยะยาวได้ก่อนที่ช้างจะกลับมาขยายพันธุ์อีกครั้ง การเสียเวลา7 ปีช้างและคนไทยต้องรอ7-9 ปีหรือถึงจะเกิดผล ถ้าเราไม่ตั้งกมธ.วิสามัญฯขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การทำงานของประเทศไทยจะทำให้เสร็จหรือนำสู่ความสำเร็จจริงๆ 3. ปลอกคอ GPS กรมอุทยานระบุว่ามีช้างที่มีปลอกคอมี 48 ตัวแต่ช้างเรามีมีอยู่ 4,000 กว่าตัว แต่ไม่มีงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายดาวเทียม จึงเรียกร้องขอให้ตั้งงบประมาณ ซึ่งถ้าเอาจริงๆจะเอางบประมาณจากการซื้ออาหารกลางวันของสส.ไปช่วยสมทบตรงนี้ก็มั่นใจว่าสมาชิกสภาของเรา ก็คงจะใจกว้างพอให้สามารถนำไปช่วยสมทบได้จะได้มีการติดตามช้างอย่างเป็นรูปธรรม และ4. ข้อจำกัดของระเบียบข้อกฎหมายที่ขาดความสอดคล้องกัน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 กฎหมายยังไม่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่าเช่นช้างป่า เพราะตามบทบัญญัติมาตราสามของกฎหมายฉบับนี้จำต้องอาศัยการประกาศ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดชนิดของสัตว์ให้ชัดเจนเสียก่อน“ นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้เรากำลังยืนอยู่บนทางแพ่งที่สำคัญและคือจุดหัวใจที่สภาแห่งนี้ที่เป็นผู้แทนหรือเป็นเพียงตรายางให้กับการทำงานแบบไซโลของราชการไทย เราจะแก้ปัญหาช้างป่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เราต้องไม่ยอมให้งานวิจัยข้อเสนอทางวิทยาศาสตร์ต่างๆติดกับดักการทำงานของรัฐไทยจนสุดท้ายไม่เกิดการสัมฤทธิ์ผลในการแก้ไขปัญหา มันเป็นสภาวะอัมพาตทางการบริหารเมื่อกฎหมายแยกช้างออกจากวิถีชีวิตของคน
“เราตั้งกรรมาธิการมาสองสมัยแล้ว นี่ถือว่าทำเสร็จแล้วหรือ แต่ถ้าช้าง และคนยังตายอยู่ ดิฉันถือว่าปัญหายังไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขอย่างสำเร็จ ขอย้ำว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็นมันคือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะปลดล็อค อุปสรรคระหว่างกระทรวงเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับช้างและคน ในระยะยาว วันนี้คือวันวัดใจเราต้องลบคำครหาของสังคมว่านักการเมืองไทยไม่จริงจัง แก้ปัญหาก็ปีต่อปีเท่านั้น ช้างมันกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้นักการเมืองไทยก็เลยไม่ให้ความสำคัญขอให้ท่านโปรดพิจารณาการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการผลักดันเรื่องนี้ต่อเนื่องด้วย” นางรัดเกล้า กล่าว
ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าวิกฤติช้างป่า ไม่ใช่เรื่องสัตว์ป่า แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน สัตว์ป่า และระบบนิเวศน์ ที่ผ่านมามีการศึกษา และมีการทำโครงการอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการได้ การขยายตัวของมนุษย์และภาวะเศรษฐกิจ พื้นที่เกษตร โครงการพัฒนาพื้นที่ ตัดถนนเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่อยู่ของสัตว์ป่าเล็กลง ขณะเดียวกันไม่มีความสมดุลในการอยู่อาศัย ช้างป่าต้องออกหากินในพื้นที่การเกษตรของประชาชน ขณะเดียวกันยังมีประเด็นที่เป็นผลกระทบต่อสังคม ที่ประชาชนต้องย้ายที่อยู่อาศัย เป็นต้น
“การแก้ไข แนวกั้นช้างต้องเร่งทำ และทำเพิ่มเติม รวมถึงการผลักดันช้างมีงานวิจัยที่รองรับเพื่อลดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นต้องมีการเยียวยา และที่สำคัญคือ การคุมกำเนิดช้าง ทั้งนี้ต้องพิจารณาปริมาณป่า และปริมาณช้างที่เหมาะสมที่จะอยู่ในพื้นที่ได้ ส่วนข้อเสนอแนะนั้นผมมองว่าต้องปฏิรูปการใช้ที่ดิน มีส่วนกันชนอย่างเป็นทางการระหว่างช้างกับคน การชดเชย เยียวยา เชิงรุกในพื้นที่ที่เดือดร้อน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาดำเนินการ และการสร้างระบบป่านิเวศน์ขึ้นใหม่เพื่อให้ช้างมีพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาสามารถเริ่มต้นได้ทันที และเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม” นายยศชนัน กล่าว








