วันที่ 31 มี.ค.69 พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว เสียงนับจบแล้ว ตัวเลขถูกประกาศแล้ว และอำนาจ…ก็มีเจ้าของแล้ว แต่เรื่องราวของการเมือง ไม่เคยจบลงในคืนที่รู้ผลเลือกตั้ง มันเพิ่งเริ่มต้น
ในวันที่ผู้ชนะต้องเผชิญกับคำถามที่ยากกว่าเดิม ไม่ใช่คำถามว่า “จะชนะอย่างไร” แต่คือ “จะทำให้คนเชื่อได้อย่างไร”
โพลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงรายงานผลสำรวจ แต่มันคือกระจกเงา ที่สะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่งของอำนาจ ด้านที่ไม่ปรากฏในหีบบัตร แต่ซ่อนอยู่ในความรู้สึกของผู้คน
ในการสำรวจ เราพบความจริงสองชุดที่วางเคียงกัน ความจริงชุดแรกคือความจริงของ “ระบบ”
พรรคที่ได้เป็นรัฐบาล มีเสียงในสภา มีอำนาจ ในการตัดสินใจ มีนายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของรัฐ นี่คือชัยชนะที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ
แต่ความจริงอีกชุดหนึ่ง กลับเงียบกว่า และลึกกว่า มันคือความจริงของ “ความนิยม” ที่ไม่ได้ไหลไปในทิศทางเดียวกับอำนาจ
เมื่อพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล กลับได้รับความนิยมสูงสุดในสายตาประชาชน เมื่อชื่อของผู้นำที่ไม่ได้ถืออำนาจ กลับถูกเอ่ยถึงด้วยความคาดหวังมากกว่า
คำถามจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ชัยชนะที่เราเห็นนั้น เป็นชัยชนะของ “ประชาชน” จริงหรือไม่
นี่คือความย้อนแย้งอันเงียบงันของการเมืองไทย ผู้ที่ได้ปกครอง อาจไม่ใช่ผู้ที่ถูกเชื่อมากที่สุด และผู้ที่ถูกเชื่อมากที่สุด อาจไม่ได้เป็นผู้ที่ได้ปกครอง
ระหว่างสองสิ่งนี้ มีบางอย่างคั่นอยู่ มันไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ “โครงสร้าง”
โครงสร้างที่คัดกรองเสียง จัดเรียงอำนาจ และกำหนดว่าเสียงแบบใดจะไปถึงปลายทางและเสียงแบบใด จะค่อยๆ เลือนหายระหว่างทาง
โพลนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการวัดความนิยม แต่มันคือการเปิดเผย ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาชน” กับ “รัฐ” กำลังมีระยะห่าง ระยะห่างที่ไม่ได้เกิดจากความเฉยชา แต่เกิดจากความไม่มั่นใจ
ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังตอบว่า “หาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ไม่ใช่เพราะไม่มีตัวเลือก แต่เพราะไม่มีตัวเลือกที่ “เชื่อได้เต็มที่”
นี่คือสภาวะที่น่าสนใจของการเมือง
ไม่ใช่การต่อต้านอย่างเปิดเผย แต่คือการ “เว้นระยะ”
การเฝ้ามองโดยไม่ผูกพัน การมีส่วนร่วมโดยไม่เชื่อมั่น
ในทางปรัชญาการเมือง อำนาจที่มั่นคง ไม่ใช่อำนาจที่ได้มาถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นอำนาจที่ “ได้รับการยอมรับ”
เพราะการปกครอง ไม่ใช่เพียงการควบคุม แต่คือการทำให้ผู้คน “ยินยอม”








