สภาฯ ร้อนระอุ! “พ.ต.อ.ทวี” เปิดแผนล้างไพ่พลังงานไทย ชงใช้ “ปาล์มน้ำมัน” สู้ราคาแพง-หั่นค่าไฟ 50 สตางค์ด้วยแก๊สอ่าวไทย พร้อมฟาดดอกเบี้ยขูดรีด 28% ขณะที่ “ดร.การดี” ประชาธิปัตย์ เตือนรัฐบาลเลิกช่วยแบบหว่านแห ชี้วิกฤตวัตถุดิบ-น้ำมัน กำลังบีบ SME ตายทั้งเป็น เสนอใช้ Data คัดกรองกลุ่มเสี่ยงก่อนเศรษฐกิจพังครืน ด้าน “เสรีพิศุทธ์” ฉะแหลกกลางสภาฯ ปมส่วนต่างกำไรสต็อกน้ำมันเก่า ชี้ราคาน้ำมันพุ่งเพราะผลประโยชน์ทับซ้อนในรัฐบาล
วันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน6ญัตติ จาก6พรรคการเมือง ต่อมาพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า เรื่องน้ำมันระยะแรก ตนเสนอให้นำภาษีสรรพสามิต มาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน เพราะรัฐถูกมองว่าทุจริต เมื่อเก็บภาษีไปประชาชนไม่ไว้วางใจ และกลัวว่าจะกระจุกตัว และการเอาค่าใช้จ่ายทิพย์หรือการอ้างอิงราคาน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ โดยรมว. พลังงานพูดว่า ให้เอาภาษีลาภลอยมาใช้ ซึ่งควรเข้ามาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมัน นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ผ่านมายืมแต่จมูกคนอื่นหายใจ วันนี้ต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยใช้ปาล์ม แทนน้ำมันใต้ดิน คือการใช้ปาล์ม และกรรมาธิการได้ศึกษา B100 มี11 ล้านลิตร แต่นำไปผสมแค่ 3 ล้านลิตร ซึ่งตนเชื่อว่าหากเราสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารทางเกษตร เงินก้อนนี้ไม่วิ่งไปต่างประเทศแต่จะกลับมาวิ่งในประเทศ ดังนั้นควรมีวิสัยทัศน์ในอนาคต ที่จะใช้ในส่วนนี้
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องไฟฟ้า ที่ทราบตอนนี้เราผลิต 30% ส่วนอีก 70% ไปจ้างเอกชน ทั้งที่เราต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำมาก และยังมีการใช้พลังงานน้ำด้วย วันนี้ต้องกล้าหาญที่จะนำกฎหมายมายึดคืนการผลิตจากเอกชนหากครบกำหนด นอกจากนี้ยังพบว่าคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ ได้นำไฟฟ้าจากโรงแก๊ส ไปใช้กับการผลิตเคมีภัณฑ์ แทนที่จะนำมาใช้กับครัวเรือนเรือน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพมาแย่งทรัพยากรของประชาชน ตนจึงขอให้คณะกรรมการจัดการประชุมใหม่ และกลับไปใช้รูปแบบเดิม หากนำต้นทุนเชื้อเพลิงที่นำมาจากโรงงานแก๊สที่อยู่ในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าให้ใช้ในครัวเรือนราคาค่าไฟจะลดลงอีก 50 สตางค์ และค่าไฟก็จะไม่เกิน 3 บาท และอีกประการคือเรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเราโชคร้าย เพราะเกษตรกรกว่า 70% ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปีนึงใช้ประมาณ 6 ล้าน ตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่อาจต้องมาศึกษา ทบทวน แห่งชาตินำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ ซึ่งหากนำมาใช้เราจะเป็นมหาอำนาจทางเกษตร นอกจากนี้การสำรวจของสำนักงานสถิติ ประชาชนอยากให้ปรับโครงสร้างเรื่องหนี้ จึงฝากไปถึงแบงค์ชาติและกระทรวงการคลัง หลายคนมองว่าอยู่กับประชาธิปไตย แต่กฎหมายแพ่งกำหนดคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 แต่กลับไปยอมรับประกาศปฏิวัติอนุญาตให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ย ได้ถึงร้อยละ 25-28% ซึ่งมองว่าเป็นการขูดรีด และต้องมีการช่วยฟื้นฟูลูกหนี้ ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาศึกษา เพื่อแก้ไขความทุกข์ของพี่น้องประชาชน
ต่อมานางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ SME ท่ามกลางภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต จากผลกระทบของสงครามและการขาดแคลนวัตถุดิบ ย้ำรัฐบาลต้องบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามจนกลายเป็นหายนะ มาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประเด็นที่กำลังกระทบต่อต้นทุนและการอยู่รอดของผู้ประกอบการรายย่อยในขณะนี้ 1.ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิต เมื่อไม่มีการตรึงราคา ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคการเกษตรและการขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.วิกฤตวัตถุดิบต้นน้ำ ปัญหาขาดแคลน "เม็ดพลาสติก" กระทบโดยตรงต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า SME ขณะที่ "ราคาปุ๋ยเคมี" ที่พุ่งสูงขึ้น กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการกระจายสินค้าและเพิ่มต้นทุนเกษตรแปรรูป 3.มาตรการคุมราคาที่ไม่สอดคล้องกับความจริง การบีบให้ขายสินค้าในราคาต่ำโดยไม่พิจารณาต้นทุนที่แท้จริง อาจทำให้ SME ต้องเลือกระหว่างการลดคุณภาพสินค้าหรือการแบกรับภาระจนต้องปิดกิจการ ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
นางการดี กล่าวต่อว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย จึงขอเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือจากการ "หว่านแห" มาเป็นการใช้ข้อมูลที่แม่นยำ (Data-Driven) ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย แบ่งกลุ่ม SME ตามระดับความเดือดร้อน (กลุ่มวิกฤต, กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มปกติ) เพื่อให้งบประมาณจากภาษีเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่ราคา สร้างความโปร่งใสในคลังวัตถุดิบยุทธศาสตร์ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก เพื่อให้เห็นภาพรวมและแก้ไขปัญหาคอขวดได้ทันท่วงที และระบบเตือนภัยล่วงหน้า ใช้ข้อมูลที่แม่นยำเป็นสัญญาณเตือนก่อนปัญหาลุกลาม ช่วยให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและลดความเสียหาย
"ดิฉันไม่อยากให้วิกฤตซ้อนวิกฤตนี้กลายเป็นหายนะ แต่ถ้าเรามองให้เป็นโอกาสในการพัฒนาและใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน" ดร.การดี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายญัตติด่วนแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย มีสส.ให้ความสนใจอภิปรายร่วม 100คน ที่ประชุมสภาฯจำกัดเวลาให้พูดได้คนละ 5-7นาที สส.ส่วนใหญ่ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านอภิปรายไปทางเดียวกันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพงโดยด่วน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ส่งน้ำมันไปยังปั๊มน้ำมันต่างๆได้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน พร้อมให้เตรียมรับมือปัญหาสินค้าอื่นๆขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพประชาชนขึ้นตามราคาน้ำมัน ลดความตื่นตระหนกจากวิกฤติพลังงานโลก
จากนั้นพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า ขณะนี้ยังใช้สต๊อกน้ำมันเดิม แต่ทำไมน้ำมันขึ้นราคา เป็นการบริหารจัดการผิดพลาด บกพร่อง ยึดผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก นายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจ ผู้รับเหมา รวมทั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เป็นนักธุรกิจน้ำมัน ต้องคิดถึงกำไร การแก้น้ำมันแพงจึงไม่มีทางสำเร็จ ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องให้คนไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาดำเนินการ







