พรรคสีน้ำเงิน อย่าง “ภูมิใจไทย” ชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่ส่ง “ผู้สมัคร” ลงสู้ศึกในการเมือง “สนามกทม.” แต่จะมุ่งไปที่ “สนามใหญ่” และลุยงานฝ่ายบริหาร ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลเท่านั้น !
ปัจจัยหลัก เป็นเพราะ พรรคภูมิใจไทย เองประเมินได้ว่า สนามเลือกตั้งกทม.แม้จะเป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ และเป็นสมรภูมิสำหรับอีกหลายต่อหลายพรรค แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับ ภูมิใจไทย
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน จะหมดวาระลงในเดือนพ.ค.นี้ จากนั้นจะเข้าสู่โหมดของการหาเสียงและลงคะแนนเลือกผู้ว่าฯกทม.คนใหม่
และแม้จนถึงวันนี้ ชัชชาติ ยังไม่ให้ความชัดเจน ยืนยันว่าจะลงสมัครรักษาแชมป์สมัยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม แต่หลายฝ่ายที่พากันทิศทางลมในกทม.แล้วว่า ชัชชาติ ยังไม่จำเป็นต้อง “ตัดสินใจ” ประกาศตัวว่าจะลง
ด้วยเพราะ “คะแนนนิยม” ของตัวเองที่ยัง “เหนือกว่า” ว่าที่ “ผู้ท้าชิง” ทั้งที่เพิ่งเปิดหน้า เตรียมลงในอิสระ ไปจนถึง ว่าที่ผู้สมัคร จาก 2 พรรคใหญ่
พรรคประชาธิปัตย์
คือ พรรคประขาชน และ 2 พรรคฝ่ายค้าน ที่ยังต้องการ “เช็กกระแส” ในฐานกทม. หลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา
การต่อสู้ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. รอบนี้ น่าสนใจว่า แชมป์เก่า คือ ผู้ว่าฯชัชชาติ ที่แข็งแกร่งในปฐพี อาจยังไม่เจอกับ “คู่ปรับ” ที่สมน้ำสมเนื้อ ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ยังปรากฏว่าในกทม. เกิดปัญหาใหญ่ แต่ “ผู้ว่าฯชัชชาติ” ยังเอาอยู่ ! ไม่เจอกับแรงกระแทกหนักหนาสาหัสอย่างที่คาดคิด
พรรคประชาชน น่าจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ ด้วยมีสส.ในมือทั้ง 33 เขต เรียกว่า “ส้มทั้งกรุงเทพฯ” แต่ถึงอย่างนั้น ความได้เปรียบของการมีสส.เขตทั้งหมด อาจไม่ใช่คำตอบว่าพรรคประชาชน จะส่งใคร มาลงสนามชนกับ ผู้ว่าฯชัชชาติ แล้วจะชนะ
ล่าสุดมีรายงานว่า พรรคส้มเตรียมชื่อ “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ลงสมัคร โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ที่มิวเซียมสยาม ด้วยฟอร์มสดของดร.โจ ในวัย 41 อาจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แต่จะตรงใจคนกรุงเทพฯหรือไม่ ยังต้องลุ้น
แต่ที่น่าสนใจสำหรับการส่งคนลงชิงเก้าอี้กทม. ของพรรคประชาชน ในจังหวะที่ “ 10 สส.”เพิ่งได้ “ต่อลมหายใจ” หลังศาลฎีกา รับคำร้อง คดี44สส.ก้าวไกลแต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ วันนี้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยังรั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป โดยคดี 44 สส.ก้าวไกล ที่เข้าชื่อร่วมกันเสนอแก้ไขกฎหมาย ม.112
การลงมาสู้ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.สำหรับพรรคประชาชน ครั้งนี้จึงอาจกลายเป็น “สนามการเมือง” สนามแรกที่เช็กกระแสของพรรคเอง ไม่ว่าชนะหรือไม่ เพราะจะบอกได้ว่า “สถานการณ์” ของพรรคเป็นเช่นใด หลังศาลฎีกา ต่อลมหายใจและยังคงเท้ง ณัฐพงษ์ นั่งหัวหน้าพรรคเช่นเดิม
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เอง แม้การเลือกตั้งสส.เมื่อ 8ก.พ.69ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่กลับมานำทัพ ทำให้กระแสของพรรคสีฟ้า พุ่งสูงขึ้น แม้ในการเลือกตั้ง พรรคจะได้ สส.21 คนก็ตาม แต่อย่าลืมว่า กระแสของพรรคเป็นเส้นกร๊าฟ ที่สูงขึ้นอย่างน่าใจ
เมื่อที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ คือกทม.หลังจากที่ ภาคใต้แม้การตอบรับจะดีขึ้น แต่ปรากฎว่า พรรคสีฟ้าไม่ใช่ “เจ้าถิ่น” อีกต่อไป ล่าสุด ปรากฏชื่อ “ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” อดีตแคตดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน มีความสนใจที่จะลงสมัคร ในนามพรรค รวมทั้ง “อภิชัย เตชะอุบล” อดีตเหรัญญิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทั้งนี้ต้องรอความชัดเจนจากพรรค ก่อนที่จะเปิดตัวในต้นเดือนพ.ค.
สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ สำหรับทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน แล้ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ต่างมีเดิมพันที่สูงไม่แพ้กัน ขณะที่ชัชชาติ เองแม้จะเป็นแชมป์เ และเคยกวาดคะแนนมาได้อย่างถล่มทลาย สร้างประวัติศาสตร์ กวาดไปได้ถึง 1,386,215 คะแนน แต่การคาดเดา ใจคนกรุงเทพฯ นั้นยังไม่อาจปิดจบ ได้ข้อสรุป วางใจได้แม้ “แต้มต่อ” จะมีสะสมเป็นทุนเหนือ “ว่าที่ผู้ท้าชิง” ก็ตาม








