วันที่ 23 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชนในประเด็นสิทธิประโยชน์และบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยระบุว่าแม้ สส. จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเดือนละ 3,500 บาท แต่กลับได้รับสิทธิประโยชน์ตอบแทนสูงถึง 5 ด้าน ประกอบด้วย บำนาญ, ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าตรวจร่างกาย, ค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตรจนถึงอายุไม่เกิน 25 ปี ไม่เกิน 2 คนตามกฎกระทรวงการคลัง, เงินกรณีทุพพลภาพ และเงินกรณีเสียชีวิตที่จะมอบให้ภรรยาหรือครอบครัว
ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหลักเกณฑ์การจ่ายบำนาญที่มีการแก้ไขล่าสุดนั้น กำหนดให้ผู้ที่เป็น สส. ครบเพียง 1 ปี มีสิทธิ์รับเงินบำนาญไปตลอดชีวิต โดย นพ.วรงค์ ได้แจกแจงตัวเลขบำนาญที่จะได้รับต่อเดือนตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ดังนี้
ระยะเวลา 1 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 4 ปี รับ 21,000 บาท, 4 ปีแต่ไม่เกิน 8 ปี รับ 24,900 บาท, 8 ปีแต่ไม่เกิน 12 ปี รับ 28,400 บาท, 12 ปีแต่ไม่เกิน 16 ปี รับ 32,000 บาท, 16 ปีแต่ไม่เกิน 20 ปี รับ 35,600 บาท, 20 ปีแต่ไม่เกิน 24 ปี รับ 39,100 บาท และหากเป็น สส. ตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไปจะได้รับบำนาญสูงถึงประมาณ 42,700 บาทต่อเดือนตลอดชีวิต โดยให้นับระยะเวลาการทำงานรวมกันได้แม้จะมีการสอบตกและกลับเข้ามาเป็นใหม่ในภายหลัง
"บำนาญของ สส. มันแฟร์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ แม้ สส. จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนที่ชื่อว่า กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เดือนละ 3,500 บาท แต่เชื่อไหมครับว่าเขาจะแลกกับสิทธิประโยชน์สูงถึง 5 ด้าน ทั้งบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต ซึ่งสิ่งที่ผมคาใจมากที่สุดก็คือบำนาญ เพราะหลักการที่มีการแก้ไขล่าสุด สส. เป็นครบ 1 ปี ได้รับสิทธิ์บำนาญตลอดชีวิตเพียงแค่คุณส่งเงิน 3,500 บาทเข้ากองทุน ผมมองว่าสิ่งนี้คือการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป เพราะเป็นการนำเงินภาษีของพี่น้องประชาชนมาอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูนักการเมือง ซึ่งสิทธิประโยชน์นี้มากกว่าข้าราชการหรือกองทุนต่าง ๆ จนเทียบกันไม่ได้"
นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในกรณีที่มีการยุบสภาหากดำรงตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี เช่น เป็น สส. เพียง 6 เดือน หรือ 10 เดือน ก็ยังคงได้รับสิทธิ์บำนาญ 21,000 บาท เนื่องจากกฎเกณฑ์ให้คิดระยะเวลาเป็น 4 เท่าของระยะเวลาทำงานจริง อีกทั้งยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือตรวจร่างกายรายปีสูงถึงปีละ 130,000 บาท และหากทุพพลภาพจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกเดือนละ 15,000 บาท นอกเหนือจากบำนาญ รวมถึงกรณีเสียชีวิตที่จะได้รับเงินอีก 200,000 บาท
แม้หลายคนจะคัดค้านว่าไม่ใช่บำนาญแต่เป็นเงินทุนเลี้ยงชีพ ซึ่ง นพ.วรงค์ มองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกแต่หลักการคือการจ่ายแบบบำนาญ โดยพบว่าตั้งแต่มีการตั้งกองทุนนี้ในปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ประเทศชาติต้องสูญเสียงบประมาณดูแลสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองเหล่านี้รวมสูงถึง 3,821 ล้านบาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2568 ปีเดียวใช้งบไป 507 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2569 อีก 420 ล้านบาท นพ.วรงค์ จึงเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะพิจารณาตัดบำนาญส่วนนี้ออกไปเสียทีเนื่องจากเกินความจำเป็นและเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน








