“สส.พรรคไทยภักดี” เปิดหน้าฉะรองนายกฯ ควบ รมว.ต่างประเทศ ปมเดินเกมพลาดทิ้งสิทธิ์กฎหมายอันคลอส (UNCLOS) แล้วยอมตามเกมกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการ "ประนอมภาคบังคับ" ย้ำชัดไม่เข้าร่วมไทยก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าหลงกลส่งพื้นที่ทับซ้อนให้ต่างชาติชี้นำ เสี่ยงซ้ำรอยประวัติศาสตร์บาดแผลคดีปราสาทพระวิหาร
วันที่ 10 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาฯที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกหารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี กล่าวว่า ฝากข้อกังวลไปถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ว่า หลังจากที่ประเทศไทยยกเลิกเอ็มโอยู2544 ทำให้ประเทศกัมพูชาร้องต่อสหประชาชาติเพื่อดึงไทยเข้าสู่การประนอมภาคบังคับ ตนมีความห่วงใยคือ 1.ประเทศไทยมีสิทธิ์ไม่เข้าร่วมการประนอมความภาคบังคับตามกฎหมายอันคลอสที่กำหนดชัดเจน และมีสิทธิอันชอบธรรม ทั้งระยะเวลาเกิดข้อพิพาท ข้อพิพาทเกี่ยวกับเกาะและข้อพิพาททางบก ดังนั้นฝากถามไปยังนายสีหศักดิ์ ทำไมถึงยอมเข้าร่วมแบบง่ายๆ 2.กรณีที่ไทยเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับมีความเสี่ยง เพราะมีกระบวนการที่ต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเสี่ยงที่ผลจะไม่ออกมาเป็นทางที่ประเทศไทยจะชนะ 3.ท่าทีของกัมพูชาชัดเจนว่าการใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับไม่ชอบ เพราะต้องการประนอมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ดังนั้นหากไม่สามารถเบรกเกมได้ตั้งแต่ต้น ทำให้กระบวนการนี้คือเอ็มโอยู44 ที่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความอันตรายมาก
นพ.วรงค์ หารือต่อว่า4.แม้ผลลัพธ์ของกระบวนการประนอมภาคบังคับไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย แต่หากกัมพูชาได้ประโยชน์และนำไปขยายความว่าประเทศไทยไม่เคารพผลเจรจา ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตานานาชาติ และ5.ไทยไม่เข้าร่วมการประนอมภาคบังคับ ไม่มีเสียหายเพราะมีกฎหมายอันคลอสรองรับ แต่หากเข้าร่วมตนมองว่ามีโอกาสเจ๊ากับเจ๊ง
“คดีปราสาทพระวิหาร น่าจะเป็นบทเรียนมาแล้ว แต่เรื่องนี้หากมีคำเตือนแล้วท่านไม่ฟัง และเกิดผลเสียหายเกิดขึ้น คนไทยจะมองว่าท่านขายชาติ” นพ.วรงค์ กล่าว








