การเมืองทั่วไป

"เลขาฯสภาพัฒน์ฯ" ชี้สงครามตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยทั้งปีส่อทะยาน 120 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล

แชร์ข่าว

วันที่ 17 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินสถานการณ์ ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้และนัยยะต่อเศรษฐกิจ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ทีได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า สศช. ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบและอัตราเงินเฟ้อของไทยต่างกันออกไป จากกรณีฐานที่ไม่มีการปะทะกัน ราคาน้ำมัน 58-68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อ 0.2% กรณีที่ 1 สงครามกระจายตัวและจบลงใน 1 เดือน แม้เหตุการณ์จบลง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันถูกทำลายไปบางส่วน และประเทศต่างๆ ต้องเร่งหาน้ำมันกลับเข้าคลังสำรอง ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลง คาดว่าราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยจะพุ่งไปที่ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยขึ้นมาที่ 1 % กรณีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ โดยจบช่วงกลางหรือปลายเดือนเม.ย.2569

เช่นวันนี้เริ่มเห็นเรือของปากีสถานและอินเดียออกจากช่องแคบเฮอร์มุชได้ เพราะทำตามเงื่อนไขของอิหร่าน ก็เป็นสัญญาณที่ดี กรณีที่ 2 สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคและจบภายใน 3 เดือน การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับผลกระทบ หลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) คาดว่าราคาน้ำมันจะทะยานสู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 1.9% และกรณีที่ 3 สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ หากประเทศมหาอำนาจเข้าร่วม ราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำรุนแรง (Global Depression) ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานและอาหาร แต่ประเดิมนว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อย กรณีนี้ก็ตัวใครตัวมัน แต่ละประเทศต้องอยู่ให้ได้

นายดนุชา กล่าวว่า ทุกๆ 1 บาทที่มีการปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะเกิดผลกระทบทำให้ GDP ของเราติดลบไปประมาณ 0.02% นี่ แต่ถ้าเราหาโอกาสส่งออกเช่นอาหารเป็นเรื่องสำคัญของโลกก็ทำให้การลดลงของจีดีพีอาจไม่ลดลงมากคือผลกระทบทางตรงอย่างเดียว ยังไม่รวมปัจจัยอื่นๆ ภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบหนักสุดคือ ภาคการขนส่ง ภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมการผลิต หากดูเรื่องน้ำมันจะส่งไปกลุ่มไหนบ้างที่ต้องเข้าไปดูแลก่อน ภาคเกษตรมีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตรต่อปี ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตาและแก๊ส 1,600 ล้านลิตรต่อปี และภาคขนส่งใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตรต่อปี

เลขาฯสศช. กล่าวว่า สำหรับการรับมือ ภาครัฐเตรียมดำเนินมาตรการลดต้นทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะตรึงราคาปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันยังมีปุ๋ยในสต๊อกใช้ได้ถึงเดือนพ.ค.2569 ควบคู่กับการคุมราคาสินค้า ส่วนกระทรวงพลังงานจะเพิ่มทางเลือกพลังงานที่ราคาถูกลง เช่น ไบโอดีเซล และไบโอแก๊สโซลีน อย่างไรก็ตาม การใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาในขณะนี้เป็นภาระหนัก ซึ่งการจะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนฯ นั้น ยังติดขัดข้อกฎหมายของรัฐบาลรักษาการ ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาเต็มอำนาจจึงจะปลดล็อกได้ ซึ่งการบริหารจัดการตอนนี้ก็เพื่อรอรัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มด้วย

เลขาฯสศช. ยังชี้แจงถึงกรณีที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีน้ำมันจำหน่ายจนสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน โดยยืนยันว่า ประเทศไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันปริมาณน้ำมันมีเพียงพอ แต่ปัญหาเกิดจากระบบโลจิสติกส์ที่จัดส่งไม่ทันต่อความต้องการที่พุ่งปรี๊ดกะทันหัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดใช้น้ำมันเบนซินกระโดดจากวันละ 30 กว่าล้านลิตร เป็น 50-60 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดีเซลพุ่งจากวันละ 60-70 ล้านลิตร เป็นกว่า 80 ล้านลิตรต่อวัน การขนส่งมีข้อจำกัดทั้งจำนวนหัวจ่ายที่คลัง และรถบรรทุกน้ำมันที่ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ไม่สามารถเอารถบรรทุกทั่วไปมาขนแทนได้

ภาครัฐจึงได้แก้ปัญหาโดยขยายเวลาให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งจัดส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยกเลิกการติดเวลาห้ามวิ่งแล้ว ซึ่งมันเหมือนเรามีตู้ ATM แล้วทุกคนก็แห่ไปเบิกเงินจากตู้ พอตู้ ATM เงินหมดแล้วก็บอกว่าแบงก์นี้เงินหมดนี่หว่า ซึ่งไม่ใช่ คือเงินเติมไม่ทัน ปริมาณน้ำมันไม่ได้ขาด แต่ประชาชนไปเติมจนมันไม่มี และขอให้มั่นใจว่าเวลาขึ้นราคาน้ำมัน ไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวที่เวลาขึ้นก็จะค่อยๆ ขยับขึ้นในหลักสตางค์ ไม่ได้ขึ้นพรวดเดียว เพราะฉะนั้นทุกคนไม่ต้องกังวล น้ำมันมีให้เติม ส่วนความเร็วในการกลับสู่ภาวะปกติส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะต้องลดความตื่นตระหนกด้วยเช่นกัน