การเมืองทั่วไป

“วิโรจน์” ตั้งข้อสังเกตบุกค้นบ้าน สส.กล้าธรรม อาจมีนัยการเมือง เตือนฝ่ายค้านต้องรักษาเอกภาพ

แชร์ข่าว

วันที่ 7 มี.ค.69 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

[ จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง? ]

กรณีที่ DSI และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียก ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.จากพรรคกล้าธรรม นั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ

อย่างไรก็ตาม หากลองพิจารณาในมิติทางการเมือง ก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง DSI ซึ่งขึ้นตรงกับ รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ปปง. ซึ่งขึ้นตรงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและว่องไวถึงเพียงนี้ ก็น่าจะต้องได้รับไฟเขียวให้ปฏิบัติการอย่างแน่นอน และจึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการแฝงอยู่ด้วย

ประการแรก อย่างน้อยที่สุด การดำเนินการดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่และปราม สส. ทั้งในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ที่ต่างก็รู้ตัวดีว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ว่าไม่ควรแสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือ “เปรี้ยว” มากจนเกินไป เพราะรัฐบาลมีข้อมูลเส้นทางการเงินของทุกคนอยู่แล้ว หรือหากยังไม่ทราบ ก็สามารถขุดค้นตรวจสอบได้ในภายหลัง ดังนั้น หากผู้ใดมีแผลหรือมีร่องรอยเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินสีเทา และยังทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจถูกดำเนินการได้ในเวลาไม่นาน แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใดว่านอนสอนง่าย ก็อาจยังสามารถลอยชายใช้ชีวิตอย่างสบายใจต่อไปได้

ประการที่สอง หากพิจารณาจากศักยภาพทางการเมืองแล้ว พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เพียงลำพัง ไม่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะดีลกับขั้วอำนาจต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลได้ โดยเฉพาะหากต้องใช้วิธีการเชิงเล่ห์กล ลูกตุกติก หรือกลยุทธ์แบบ “วิชามาร” ที่เปรียบได้กับการชกใต้เข็มขัดหรือลอบวางยาพิษในนวนิยายกำลังภายในจีน พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คงยากที่จะดำเนินการในลักษณะนั้นได้

ในอดีต พรรคประชาธิปัตย์เคยถูกแซวว่าอาจไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจเป็นเพียงผู้เล่นในฉากหน้าเท่านั้น ขณะที่เบื้องหลังยังมีมือที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานที่เป็น “Dirty Jobs” อยู่ด้วย ดังนั้น หากสามารถสกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่หลายคนในยุทธจักรการเมืองยอมรับว่า “กล้าทำจริง” และ “ทำถึงจริง” ได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็แทบไม่ต้องกังวลว่าฝ่ายค้านจะมีลูกพลิกแพลงหรือกลยุทธ์พิสดารใดๆ ที่น่ากังวลอีก

ยิ่งไปกว่านั้น หากทุกอย่างดำเนินไปตามกติกาปกติของระบบรัฐสภา การลงมติในสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่ต้องหวาดกลัวเป็นพิเศษ เพราะต่อให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เมื่อถึงเวลายกมือโหวต กฎหมายต่างๆ ก็ยังสามารถผ่านได้อย่างฉลุย และในกรณีของนโยบายหรือแนวคิดที่ดี พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าพร้อมนำไปต่อยอดหรือ “ก๊อปแล้วพลัส” โดยไม่ได้ถือเรื่องภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรีมากนัก

ประการที่สาม ยิ่ง สส.พรรคกล้าธรรมถูกดำเนินคดีอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแง่หรือเกิดความระแวงในการทำงานร่วมกันมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากเกิดสถานการณ์ใดที่พรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์ต้องลงมติร่วมกับพรรคกล้าธรรม ก็อาจมีเสียงแซวหรือเสียงโห่ร้องจากฝ่ายตรงข้ามว่า “เดี๋ยวนี้พรรคส้มกับพรรคฟ้าหันไปปะแป้ง แล้วซื้อหวย 888 ด้วยกันแล้วหรือ”

ทั้งนี้ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็เป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และหน้าตาทางการเมืองเป็นอย่างมาก ดังนั้น การขยับตัวทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านย่อมมีความอึดอัดไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องกังวลเรื่องการถูกโจมตีจากทีม IO แล้ว ยังอาจมีความไม่ไว้วางใจกันอยู่ลึกๆ เนื่องจากหลายคนรับรู้กันดีว่า พรรคกล้าธรรมเองก็ไม่ได้อยากเป็นฝ่ายค้านอย่างแท้จริง และอาจเพียงแสดงบทบาทฝ่ายค้านเพื่อเปิดทางในการต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เช่นนี้ การทำงานของฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงในสภาเพียงประมาณ 200 เสียงอยู่แล้ว หากยังขาดเอกภาพภายใน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงไปอีก การผลักดันกฎหมายสำคัญอาจเป็นไปได้ยาก การอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลก็อาจเต็มไปด้วยความระแวงซึ่งกันและกัน และแม้แต่การควบคุมธีมหรือการจัดสรรเวลาในการอภิปรายก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า จะสามารถประสานกันได้มากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากต้องการแก้เกมสถานการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การทำงานในฐานะฝ่ายค้านนั้น ในหลายกรณีจำเป็นต้องมีเอกภาพและต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งต้องกำหนดเส้นแบ่งในการทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ให้ชัดเจน

การทำงานในวิปฝ่ายค้านจึงควรเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เรื่องใดที่สามารถร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกันไป และจากนั้นจึงอธิบายกับประชาชนอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งกล้าที่จะใช้ต้นทุนทางสังคมในการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของการทำงานภายใต้กลไกของระบบรัฐสภา

ในทางกลับกัน หากมีประเด็นใดที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นเรื่องที่ล้ำเส้นมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ ก็ควรแจ้งให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมทราบอย่างตรงไปตรงมา แม้พวกเขาจะโกรธหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็ควรเป็นความโกรธที่เกิดจากการรับรู้ความจริงตรงๆ ไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากการที่เราเคยรับปากแล้วไม่ทำตาม หรือจากความเข้าใจผิดว่าเราไปเล่นสองหน้าหลอกลวงกัน

การอธิบายทั้งภายในวิปฝ่ายค้านและต่อสาธารณะถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสามารถสื่อสารได้ดีและทำให้ประชาชนเข้าใจ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ก็ยังสามารถมี “เข็มมุ่งร่วมกัน” ในประเด็นสำคัญบางประการได้ และนั่นย่อมจะทำให้ฝ่ายค้านยังคงมีน้ำหนักเพียงพอในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆ และผลักดันมาตรการเชิงนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพ รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเสมอภาคต่อไปได้

อีกเรื่องที่ต้องฝากไว้ ก็คือ ในเรื่องคดีความต่างๆ ของทั้งชนนพัฒน์ นาคสั้ว และเบน สมิธ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายเขาทั้งสองยังมีสิทธิที่จะสู้คดี แต่ผมต้องตั้งข้อสังเกตให้สังคมฉุกคิดร่วมกันว่า แค่การกล่าวหา 2 คนนี้ มันไม่ทำให้เรื่องสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน จบลงนะครับ การกระทำอาชญากรรมเหล่านี้ มันทำเป็นขบวนการ และมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก สังคมต้องตามให้ทันนะครับ ไม่ใช่ว่าพอกล่าวหาเพียงแค่ 2 คนนี้ แล้วก็จบกันไป ตัวละครตัวเบ้งๆ ที่ยังคงลอยนวลทำงานเป็นขบวนการ ก่อกรรมทำเข็ญ หลอกลวงเงินประชาชน ฟอกเงินทำร้ายผู้ประกอบกิจการที่ทำธุรกิจสุจริตต่อไป ถ้าจะจับต้องจับให้สิ้นสาวให้หมด ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ