เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 3 มี.ค.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้มีการประชุมออนไลน์กับเอกอัครราชทูต และสำนักงานของกระทรวงการต่างประเทศที่อยู่ในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อรับฟังสถานการณ์ของแต่ละประเทศ และรับฟังข้อเสนอ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกต่อคนไทยที่อยู่ในประเทศต่างๆแถบตะวันออกกลาง
เมื่อถามว่า ทางสถานทูตสะท้อนปัญหาอะไรบ้างหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรารับฟังทุกปัญหา ซึ่งในภาพรวมขวัญกำลังใจของพวกเราทุกคนที่นั่นถือว่ายังดีอยู่ และมีการแนะนำให้ดูแลตัวเองให้พ้นจากภัยการโจมตีต่างๆ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ทำหน้าที่ประสานงาน ซึ่งเราได้กำหนดไว้ว่าในจุดที่อันตรายที่สุดคือที่ประเทศอิหร่าน เราจะเร่งดำเนินการนำคนไทยประมาณ 300 คน รวมเจ้าหน้าที่ของราชการด้วย ให้มีบทสรุปว่าให้ถอยออกจากประเทศนั้นมาตั้งหลักในเมืองไทยก่อน เรามีคนไทยไม่เกิน 300 คน ถือว่าโชคดีที่เราสามารถบริหารจัดการเคลื่อนย้ายผู้คนเหล่านั้นในขีดความสามารถที่เรามีอยู่ได้
เมื่อถามว่า วิธีการจะนำมาที่ชายแดนตุรกีตามที่รมว.ต่างประเทศ ระบุไว้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในส่วนของเราปัจจัยที่จะทำให้เขากลับมาที่ประเทศไทยครบหมดแล้ว ขณะนี้อยู่ที่สถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาล จะต้องเร่งประสานงาน เพราะประเทศนั้นจะต้องมีวีซ่าขาออกด้วย ไม่ใช่วีซ่าขาเข้าเพียงอย่างเดียว เช่น วันนี้ถ้าอยู่ในอิหร่าน จะไปกรอกคำร้องอะไรคงเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบการให้บริการทางราชการขณะนี้คงไม่ได้เป็นไปตามปกติ แต่เราจะดำเนินการทุกวิถีทาง
เมื่อถามว่า ขณะนี้กังวลอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่กังวลที่สุดคือความปลอดภัยของคนไทย แต่ส่วนใหญ่พวกเขาได้รับการแนะนำว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ได้รับความปลอดภัย และในประเทศเหล่านั้นมีระบบป้องกันภัย โดยเฉพาะประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูงจะมีระบบป้องกันภัยของเขา แต่เราก็ต้องเป็นห่วงคนของเรา จึงได้กำชับท่านทูตทั้งหลายว่าให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ถ้าบุคคลใดประสงค์จะกลับประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง และขอชื่นชมจิตใจของพี่น้องเหล่านั้น ถ้าเทียบกับเปอร์เซ็นต์ที่ประสงค์จะกลับเมืองไทยมีไม่ถึง 25% ถ้านับจำนวนรายหัว เขายังมีความมั่นใจว่าสามารถดำรงชีวิตอยู่ตรงนั้นได้
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีคนไทยที่อิสราเอลประสงค์จะเดินทางกลับไทยจำนวนเท่าใด นายกฯ กล่าวว่า มีชาวไทยในอิสราเอล ประมาณ 60,000 กว่าคน มีความประสงค์จะเดินทางกลับ 20 คน ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลาหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ สมัยที่ตนเคยเป็นรมว.มหาดไทย และรองนายกฯ จากเหตุการณ์ที่มีการโจมตีเมื่อสองปีที่แล้ว ได้มีการประสานงานใกล้ชิดกับเอกอัครราชทูตในสมัยนั้น ซึ่งสถานการณ์คล้ายคลึงกัน คนไทยที่ไปประกอบอาชีพที่นั่นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม ส่วนใหญ่อยู่ในโซนที่ปลอดภัย และตนได้ประชุมกับทูตไทยประจำอิสราเอล พบว่าคนไทยยังมีขวัญกำลังใจดี และเชื่อมั่นว่าจะดูแลตัวเองได้
เมื่อถามว่า คนไทยในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประสงค์จะกลับประเทศไทย จำนวน 1,000 คน จะดำเนินการต่อจากอิหร่านเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีที่ประสงค์กลับตามข้อมูลเดิม ซึ่งที่ยูเออี มีความเป็นฮับศูนย์กลางการเดินทาง ทำให้ทางเลือกในการเดินทางยังเยอะอยู่ ซึ่งในจุดนั้นยังสามารถใช้วิธีการเดินทางกลับวิธีปกติได้ แต่รัฐบาลได้มีการเตรียมการไว้ เช่น กรณีเกิดเหตุที่ต้องเดินทางกลับออกจากประเทศหนึ่งประเทศใดไม่ได้ สถานทูตจะจัดให้มีการนำคนไทยไปยังอีกเมืองหนึ่งที่น่านฟ้ายังเปิดอยู่ และสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้
เมื่อถามว่า มีแผนรับมือจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เรามีมาตรการในการบริหารจัดการเรื่องน้ำมัน ที่มีการให้ข้อมูลเปรียบเทียบว่าน้ำมันของเราอยู่ในมือเอกชนนั้น เอกชนที่ว่าหมายถึงอยู่ในปตท. ที่แม้เป็นเอกชนแต่ก็ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐ อีกทั้งมีกฎหมายว่าถ้ามีความจำเป็นด้านความมั่นคง จะสามารถสั่งห้ามในการส่งออกน้ำมันได้ ซึ่งทุกวันนี้เราก็สั่งห้าม ยกเว้นสปป.ลาว นอกจากเป็นบ้านพี่เมืองน้องแล้ว เราต้องรักษาเรื่องพลังงานด้วย พูดง่ายๆคือเราก็ต้องใช้ไฟฟ้าบางส่วนจากสปป.ลาวอยู่ ซึ่งการส่งออกน้ำมันไปสปป.ลาว คือส่วนที่เหลือจากปริมาณการใช้ในประเทศไทย ซึ่งเรากลั่นในประเทศได้ประมาณวันละ 170 ล้านลิตร แต่ใช้อยู่ประมาณ 130 ล้านลิตร เราส่งไปที่ลาวประมาณวันละ 7 ล้านลิตร ที่เหลือส่งไปประเทศอื่นๆ ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่าถ้าสถานการณ์พัฒนาไปในทางที่รุนแรงขึ้นส่วน 30 กว่าล้านลิตร ที่เคยส่งไปสร้างรายได้ให้กับประเทศต้องมีการกำหนดใหม่ ย้ำว่าที่เราต้องส่ง เพราะความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และยังมีการพึ่งพาไฟฟ้าจากเขา หากมีอะไรที่มีความจำเป็น ยังเชื่อว่าเรายังมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่เราสามารถนำเข้ามาใช้ในประเทศได้ หากไปตรึงตอนนี้เมื่อถึงเวลาที่เราต้องพึ่งพาเขา อาจเป็นปัญหา เรายังไม่ถึงจุดนั้น
เมื่อถามว่า ต้องมีการทบทวนได้หรือยัง เพราะล่าสุดมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันแล้ว นายกฯ กล่าวว่า เรื่องราคาน้ำมันจะต้องไปดำเนินการ แต่เป็นกลไกตลาด เราจะพยายามตรึงราคาให้มากที่สุด ในวันพรุ่งนี้ (4 มี.ค.) จะมีการหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ในการตรึงราคาสิ่งต่างๆที่มีผลต่อต้นทุน และการใช้ชีวิตของประชาชน
เมื่อถามว่า หลายพื้นที่ประชาชนเริ่มมีการกักตุนน้ำมัน นายกฯ กล่าวว่า เราตื่นตัวไว้ไม่เป็นไร แต่ยืนยันว่าในช่วงนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติแน่นอน เรามีน้ำมันที่ใช้ได้ไม่ใช่แค่ 60 วัน ซึ่ง 60 วันหมายถึงถ้าไม่มีน้ำมันดิบเข้ามาเลย ซึ่งเราไม่ได้นำเข้าจากตะวันออกกลางเท่านั้น แต่มีแหล่งนำน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นๆอีกด้วย แน่นอนว่าวันนี้หากกำลังผลิตของโลกหายไป กลไกตลาดอาจมีผลต่อราคาน้ำมัน ราคาแก๊สต่างๆ ซึ่งเราต้องพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร
เมื่อถามว่า จะต้องหาแหล่งน้ำมันเพิ่มหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การใช้ในแต่ละวันในประเทศไทยยังมีเพียงพอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตนได้มาล่าสุด และจะกำชับให้ทางกระทรวงพลังงาน และปตท. ออกมาชี้แจง ตอนนี้ได้แจ้งไปยังปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธานปตท. ด้วย ว่าให้ชี้แจงเพื่อเกิดความมั่นใจกับประชาชน
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน ห่วงอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า หนึ่งวันก็ห่วงแล้ว เพราะเป็นสงครามมีการทำลายล้างกัน ซึ่งของประเทศไทย คือ อย่าให้ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ ทั้งเรื่องความปลอดภัยของคนไทย ค่าครองชีพของประเทศไทย เรื่องราคาสินค้า อย่าให้มีการฉวยโอกาส การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการใช้ในประเทศ เลยยังไม่ได้ประเมินสถานการณ์ว่าจะจบเมื่อไหร่ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่ขออย่าให้มีอะไรส่งผลกระทบกับไทย ตอนนี้ไทยแลนด์เฟิร์ส ยืนยันว่า รัฐบาลไทยต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไทย และคนไทยน้อยที่สุด
นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนแจ้งไปยังรมว.ต่างประเทศ และปลัดกระทรวงฯ ให้จัดศูนย์แถลงข่าว เพราะจะมีข้อมูลที่อัปเดตอยู่ตลอด จึงขอให้ติดตามจากการแถลงข่าวในแต่ละวัน
เมื่อถามถึง ความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยการท่องเที่ยว นายกฯ กล่าวว่า การดูแลไม่ใช่เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว แต่เป็นการดูแลคนในประเทศที่เป็นคู่กรณีที่อาศัยในประเทศไทย โดยได้มีการกำชับหน่วยงานความมั่นคง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับทราบความจำเป็นเร่งด่วนเรื่องนี้เป็นอย่างดี มีการแบ่งหน้าที่กันไปปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว
เมื่อถามว่า ต้องรีบตั้งรัฐบาลหรือไม่เพื่อแก้ปัญหาให้เป็นเอกภาพ นายกฯ กล่าวว่า หวังว่าการรับรองสส.จะเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลปัจจุบันยังบริหารราชการแผ่นดินอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ถ้ามีวิกฤตการณ์ต่างๆ ตนพร้อมที่จะใช้กลไกเครือข่ายทุกอย่างอย่างเต็มที่ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ได้นึกว่าตอนนี้จะเป็นรักษาการหรือไม่ ยิ่งการเลือกตั้งผ่านไปแล้วสิ่งที่เขาห้ามรัฐบาลทำคือผูกพันงบประมาณรัฐบาลต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องมานั่งคุยเรื่องงบงบประมาณก็ตัดประเด็นนี้ไป เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการซี 10 ขึ้นไป ช่วงนี้ก็ไม่ใช่ฤดูกาลโยกย้ายก็ตัดประเด็นนี้ไป นอกเหนือจากนี้ก็ทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน เพราะฉะนั้น อย่าไปผูก ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา
นายกฯ กล่าวย้ำว่า ในส่วนของอิหร่านปัจจัยต่างๆถือว่าเอื้ออำนวย เพราะมีคนเพียง 270-300 คน จะเช่าเหมาลำหรือส่งจากเมืองไทยไปก็ดำเนินการได้หมดเราเปิดไว้ทุกออฟชั่น ขณะนี้เอกอัครราชทูตไทยประจำอิหร่าน บอกว่าพร้อมหมดแล้ว ในที่ประชุมตนก็บอกว่าถ้าอันตรายทูตก็กลับมาด้วยกลับมาทีเดียวเลย แต่ทั้งหมดคือสถานการณ์ที่เป็นอยู่นาทีนี้ ถ้าพรุ่งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปก็ปรับ แต่โครงสร้างความพร้อมเกิดขึ้นแล้ว
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนประเทศอื่นๆ แต่ละประเทศมีปัจจัยต่างกัน ซึ่งท่านทูตแต่ละประเทศได้เตรียมไว้หมดทั้งเรื่องของงบประมาณ น้ำดื่ม หรือการใช้จ่ายต่างๆ ถ้าอยากจะกลับประเทศไทยจริงๆสถานทูตสำรองที่นั่งหรือสำรองอะไรต่างๆ เราจัดไว้หมด มีการกำหนดไว้ในทุกๆประเทศที่มีฮับมีไฟลท์บินได้เยอะที่จะกลับเมืองไทยได้เลย
ขณะที่ในส่วนกองทัพอากาศผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีการเตรียมพร้อมที่ท่านบอกว่าเตรียมเครื่องบินไว้ 5-6 ลำ ซึ่งต้องขอบคุณท่านด้วย แต่ก็ยังมีออฟชั่นอื่นๆ และไม่จำเป็นต้องเป็นสายการบินไทยก็ได้ ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตของไทยได้ประสานงานไปหมดแล้ว







