วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมของศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงฯ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ
ปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง โดยกระทรวงฯ จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและเตรียมเส้นทางการอพยพทั้งทางบกและอากาศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและข้อจำกัดด้านการปิดน่านฟ้า ตลอดจนประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือคนไทยเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฯ ยังใช้โอกาสนี้ในการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดและความไม่แน่นอนสูง
นายอนุทิน เปิดเผยภายหลังการประชุมออนไลน์ร่วมกับเอกอัครราชทูตและสำนักงานของกระทรวงในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อรับฟังสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนไทยว่า ในภาพรวมขวัญกำลังใจของคนไทยที่นั่นยังถือว่าดีอยู่ โดยรัฐบาลได้กำหนดจุดที่อันตรายที่สุดคือประเทศอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยรวมเจ้าหน้าที่ราชการอยู่ประมาณ 270 กว่าคน และได้ข้อสรุปว่าควรให้เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อมาตั้งหลักก่อนทั้งหมด
โดยจะเร่งประสานงานเรื่องวีซ่าขาออก (Exit Visa) ให้เร็วที่สุด แม้ระบบราชการในพื้นที่อาจไม่ปกติแต่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้พบว่ามีคนไทยเพียง 25% เท่านั้นที่ประสงค์จะกลับประเทศ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยของประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูง
สำหรับสถานการณ์ในอิสราเอลที่มีแรงงานไทยอยู่กว่า 60,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโซนเกษตรกรรมที่ปลอดภัย แต่กลุ่มที่อยู่ในเขตฉนวนกาซาต้องนำตัวออกมา ซึ่งจากการหารือกับทูตไทยประจำอิสราเอลยืนยันว่าคนไทยยังมีขวัญกำลังใจดีและพร้อมดูแลตัวเอง ขณะที่พื้นที่อย่าง UAE ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางยังมีทางเลือกในการเดินทางปกติ แต่รัฐบาลได้เตรียมแผนสำรองหากน่านฟ้าปิด โดยจะเคลื่อนย้ายคนไทยไปเมืองอื่นที่ยังเปิดอยู่เพื่อเดินทางกลับไทย
ในส่วนของงบประมาณและการสนับสนุน กองทัพอากาศได้เตรียมเครื่องบินไว้ 5-6 ลำ แต่อาจมีความล่าช้าเนื่องจากเป็นเครื่องบินขนส่งแบบใบพัดที่ต้องแวะพักหลายจุด รัฐบาลจึงเปิดตัวเลือกการเช่าเหมาลำจากสายการบินพาณิชย์ต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็ว นอกจากนี้ได้สั่งระงับการส่งแรงงานไทยไปเพิ่มชั่วคราวเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระงานแก่สถานทูตในสภาวะวิกฤต
สำหรับความกังวลด้านพลังงาน ยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอและไม่ได้นำเข้าจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว โดยปัจจุบันไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันประมาณวันละ 170 ล้านลิตร ขณะที่มีความต้องการใช้ในประเทศเพียง 130 ล้านลิตร ในจำนวนนี้มีการส่งออกไป สปป.ลาว วันละ 7 ล้านลิตร เพื่อรักษาความสัมพันธ์เพื่อนบ้านและแลกเปลี่ยนกับการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ
อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์รุนแรงขึ้นอาจมีการทบทวนนโยบายการส่งออกน้ำมันส่วนเกิน 30 กว่าล้านลิตร เพื่อความมั่นคงในประเทศ ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลพยายามจะตรึงราคาให้มากที่สุด โดยเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงานเพื่อควบคุมราคาต้นทุนและสินค้าที่กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน
พร้อมกำชับหน่วยงานความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดูแลความปลอดภัยทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติในไทยอย่างเข้มงวด ในส่วนของการบริหารราชการแผ่นดิน
ยืนยันว่าแม้จะอยู่ในช่วงรอการรับรอง สส. และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่รัฐบาลปัจจุบันยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และพร้อมใช้ทุกกลไกในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศโดยไม่มีช่องว่างในการทำงาน และหากกระบวนการรับรอง สส. เสร็จสิ้น ก็พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด








