การเมืองทั่วไป

"เชาว์" ชี้ "ทนายตั้ม" หลุดแพ่งฟอกเงิน แต่ยังไม่พ้นอาญา เปิดข้อมูล "นุ-สา" ซัดทอด รอดยาก

แชร์ข่าว

วันที่ 25 ก.พ.69 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad แสดงความคิดเห็นกรณีศาลแพ่งมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการคดีพิเศษ ที่ขอให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 74 ล้านบาท ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย”

นายเชาว์ระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวทำให้เกิดข้อสังเกตต่อบทบาทของพนักงานอัยการ เนื่องจากในชั้นสืบพยาน มีการนำพยานเข้าสืบเพียงปากเดียว คือเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แต่ไม่ได้มีการนำผู้เสียหายคือ “เจ๊อ้อย” เข้าสืบพยานต่อศาล

ในทางกฎหมาย ข้อกล่าวหาที่ใช้เป็นฐานคือ “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยนายเชาว์เห็นว่า กฎหมายข้อนี้มุ่งใช้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉ้อโกงเป็นอาชีพหรือดำรงชีพจากการหลอกลวงเป็นปกติธุระ ไม่ใช่ทุกกรณีจะเข้าองค์ประกอบความผิดดังกล่าว จึงมองว่าคำสั่งศาลแพ่งที่ยกคำร้องไม่เกินความคาดหมาย แม้จะมีการนำพยานมาสืบครบถ้วนก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นายเชาว์ระบุว่า การยกคำร้องในคดีแพ่งไม่ได้หมายความว่าคดีอาญาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับคดีอาญา นายษิทรา กับพวกรวม 7 คน ถูกพนักงานอัยการคดีพิเศษเป็นโจทก์ และ น.ส.จตุพร เป็นโจทก์ร่วม ฟ้องต่อศาลอาญาในข้อหาฉ้อโกงและข้อหาอื่นหลายข้อหา โดยเฉพาะกรณีกล่าวหาว่า นายษิทราร่วมกับนายนุวัฒน์ หรือ “นุ” และ น.ส.สารินี หรือ “สา” หลอกลวงเจ๊อ้อย โดยอ้างว่าถูกดูดเงินคริปโตเคอร์เรนซี และได้รับเงินไปจำนวน 39 ล้านบาท

นายเชาว์ระบุว่า จำเลยร่วมทั้งสองรายได้ให้การรับสารภาพต่อศาลตลอดข้อกล่าวหาตามฟ้อง รับว่าได้ฉ้อโกงเงิน 39 ล้านบาทจริง ได้ส่วนแบ่ง 19 ล้านบาท และได้นำเงิน 19 ล้านบาทคืนให้เจ๊อ้อยแล้ว ต่อมามีการแยกฟ้องสองจำเลยดังกล่าว และศาลอาญาพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 60,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

นายเชาว์ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อรูปคดีออกมาเช่นนี้ ในส่วนของนายษิทรา ซึ่งให้การต่อสู้คดีมาตลอด จะสามารถต่อสู้จนพ้นความผิดได้หรือไม่ โดยศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในต้นเดือนมีนาคมนี้ พร้อมระบุว่า “คดีแพ่งอาจเบา แต่คดีอาญาคือบทพิสูจน์จริง” และขอให้ติดตามความคืบหน้าต่อไป