การเมืองทั่วไป

เปิด "สูตรลับ" จัดตั้งรัฐบาล "พรรคอันดับ 1" ที่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ?

แชร์ข่าว

สมรภูมิการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เดิมพันด้วยอนาคตของประเทศไทยอย่างแท้จริง ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แบ่งออกเป็น "สามขั้วอำนาจ" อย่างชัดเจน ได้แก่ พรรคประชาชน (ส้ม), พรรคภูมิใจไทย (น้ำเงิน) และพรรคเพื่อไทย (แดง)

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและทิศทางจากโพลหลายสำนัก พบว่า พรรคประชาชน ยังคงครองความได้เปรียบในเชิงกระแสและมีโอกาสสูงที่จะเข้าเส้นชัยเป็น พรรคอันดับ 1 ด้วยตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 150-160 ที่นั่ง โดยกวาดคะแนนนิยมจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างสุดตัว อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเชิงปริมาณอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการครองอำนาจรัฐ เนื่องจาก "กติกา" และ "กลไก" ทางการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการรวบรวมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง

สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ "สูตรผสมข้ามขั้วภาคต่อ" ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแปรสำคัญ (Kingmaker) โดยมีการวิเคราะห์ว่า หากพรรคประชาชนไม่สามารถแลนด์สไลด์ได้เด็ดขาดเพียงพอ เราอาจเห็นการจับมือกันของ "ขั้วอนุรักษนิยมใหม่" นำโดยพรรคภูมิใจไทยที่มีฐานเสียง สส. เขตเข้มแข็ง ผนึกกำลังกับพรรคเพื่อไทยและพรรคขนาดกลางอย่างประชาธิปัตย์หรือกล้าธรรม เพื่อสกัดกั้นการขึ้นสู่อำนาจของพรรคประชาชน สูตรนี้มีโอกาสส่งให้ชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายใต้ความชอบธรรมของเสียงข้างมากในสภาฯ

ขณะที่อีกสูตรหนึ่งคือ "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" ในช่วงแรกที่อาจเกิดขึ้นหากตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัว แต่โอกาสริบหรี่เนื่องจากไม่มีเสียง สว. ชุดเดิมมาช่วยหนุนเหมือนในอดีต ทำให้การเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต้องเน้นไปที่การแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรีและนโยบายเรือธงเป็นหลัก

ในมิติของเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดใหม่ปี 2569 จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากที่สุดในรอบทศวรรษ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำต่างประเมินว่า GDP ของไทยอาจโตต่ำเพียง 1.5% ถึง 2.0% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผลกระทบจากกำแพงภาษีระหว่างประเทศ

หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่อยู่ในสภาวะ "Wait and See" มาอย่างต่อเนื่อง สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยหรือภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มักถูกมองว่าส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ แต่หากเป็นสูตรที่นำโดยพรรคประชาชน นักลงทุนอาจกังวลเรื่องการปรับโครงสร้างทุนผูกขาด ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดทุนไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "เจตจำนงของประชาชน" กับ "เกมอำนาจของนักการเมือง" จะสามารถบรรจบกันได้ที่จุดใด หากรัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตปากท้องและความเหลื่อมล้ำได้ทันท่วงที ความเสี่ยงทางการเมืองบนท้องถนนอาจกลับมาเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลึกลงไปอีกครั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาผู้ชนะ แต่คือการหา "ทางรอด" ให้กับโครงสร้างอำนาจและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในทศวรรษหน้า

#เลือกตั้ง2569 #วิเคราะห์การเมือง #จัดตั้งรัฐบาล #เศรษฐกิจไทย #พรรคประชาชน #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #ข่าวการเมือง

ข่าวแนะนำ