ผู้การวิศรุฒน์
ในเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ พรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง ได้มาเป็นรัฐบาล แบบฉลุย เพราะเรื่องชายแดนเขมร เรื่องความมั่นคง นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี จึงคุมความมั่นคง คุมกลาโหม และคุม กองทัพเอง แม้จะไม่ได้ควบ รมว.กลาโหม แต่ก็เสมือนควบ ก็ว่าได้
เพราะ นายอนุทิน มีความใกล้ชิดกับ ผบ.เหล่าทัพ เพราะรู้จักสนิทสนม เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว อีกทั้งมีการพบปะพูดคุย และ สายตรง กับ ผบ.เหล่าทัพ อยู่แล้ว ทั้งแบบที่ นายอนุทิน โทรเอง และ หากเป็นนัดหมาย ก็จะให้ เลขาธิการนายกฯ โทรประสาน ในการเชิญมาพบ ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือ การลงพื้นที่ และหารประชุมความมั่นคงต่างๆ
จนถึงขั้นที่มีประเพณีรับประทานอาหาร ระหว่าง นายอนุทินกับ ปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. เดือนละ 1 ครั้ง หรือแล้วแต่ภารกิจ และสถานการณ์ ที่อาจเป็น 2 เดือนครั้ง โดยมี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และบิ๊กทหาร ที่นายกฯเชิญ เป็นรายเฉพาะคนมาร่วมโต๊ะ
โดยครั้งแรก มีขึ้น เมื่อปลายเดือนมี.ค.โดยที่ นายอนุทิน เป็นเจ้าภาพ ที่ เซฟเฮ้าส์ ของ นายกฯ ที่ถือว่า นายอนุทิน ไว้วางใจ ฝ่ายทหาร ที่เปิดให้รู้จัก เซฟเฮ้าส์ แม้จะไม่ได้มีหลังเดียว ก็ตาม
ส่วนครั้งทิ่ 2 กลางกพ. ที่ผ่านมามี “บิ๊กเฟื่อง” พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. เป็นเจ้าภาพ จัดที่บ้านรับรอง ผบ.ทร. ในพื้นที่ กองทัพเรือ แม้ครั้งที่ 2 จะขาด “บิ๊กปู” พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ที่ติดงานในครอบครัว แต่ก็ถือว่า นายอนุทิน ได้ เพิ่มความสนิทสนม กระชับระยะห่าง และ จะได้รู้จักนิสัยใจคอกันมากขึ้น
จึงไม่แปลกที่นายอนุทิน จะให้สัมภาษณ์สื่อ ถึงเหตุผลที่ไม่ต้องควบรมว.กลาโหมเองว่า การคุมความมั่นคง คุมกลาโหม ก็ยิ่งกว่าควบ รมว.กลาโหม เสียอีก พร้อมกันนั้น นายอนุทิน เดินเกมเร็ว ในการแต่งตั้งทีมขุนพล ด้านความมั่นคง ไม่ใช่แค่ ฝ่ายทหาร แต่รวมถึง ฝ่ายพลเรือน ด้วย
โดยหน่วยความมั่นคงฝ่ายพลเรือนเช่นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มี เลขาฯหนุ่ม นายฉัตรชัย บางชวด เป็นเลขาธิการ สมช. อยู่แล้วโดยเป็นพลเรือน แตกต่างจากยุคที่ผ่านมาที่มักจะมาจากทหาร โดยนายฉัตรชัยได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่ในยุคที่ นายภูมิธรรม เวชชชัย เป็นรองนายกฝ่ายความมั่นคงและรมว. กลาโหม และ รักษาการนายกรัฐมนตรี มีอายุราชการถึงตุลาคม 2570
และการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ก็เป็นประธาน ประชุมและแต่งตั้ง “ผอ.นุ้ย ” นาย ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนภาคใต้
แม้นายอนุทิน จะไม่ได้มีปัญหากับฝ่ายทหาร แต่ก็ตัดสินใจเลือก พลเรือน นายฐนัตถ์ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนภาคใต้ แต่ไม่ได้เลือกทหาร แม้จะมีข้อเสนอ จากฝ่ายกองทัพ มาหลายคน เช่น “บิ๊กอั๋น” พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการสมช. และเพิ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ในช่วงรัฐบาล “อนุทิน1” ในช่วงระยะสั้น ๆ ที่ผ่านมา แต่ท้ายสุดนายอนุทิน ก็เลือกพลเรือน อีกทั้งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนาย ฐนัตถ์ อยู่แล้ว โดยที่ นายฐนัตถ์ ยังมีอายุราชการถึงตุลาคม 2569 นี้
ทั้งนี้นายอนุทิน ต้องการให้ ผอ. สำนักข่าวกรองฯ คุมความมั่นคงคุม ข่าวกรอง ในภาพรวม มาทำหน้าที่นี้โดยตรง แม้ฝ่ายความมั่นคง อาจจะเห็นว่าไม่เหมาะที่ ส่งคีย์แมนด้าน ข่าวกรองไปเจรจากับโจรใต้เองโดยตรง ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ มีชื่อ นายวันมูฮัมหมัดนอร์มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดต เพราะฝ่ายความมั่นคงก็เห็นถึงศักยภาพ และเป็นมุสลิม ที่คุมเสียงในชายแดนใต้ ในนามพรรคประชาชาติ และในอดีตก็เคยถูกตั้งข้อสงสัย ในเรื่องจุดยืน เพื่อให้ได้พิสูจน์ตนเอง ในการเจรจาให้ประสบผลสำเร็จ แต่นายวันมูฮัมหมัด นอร์มะทา ก็ไม่ใช่ตัวเลือกของนายอนุทิน
แม้ว่านายอนุทิน จะมอบหมายงาน ให้ช่วยด้านความมั่นคงที่เกี่ยวกับชายแดนภาคใต้และมุสลิม ทั้งการลงพื้นที่การต้อนรับแขกที่มาจากตะวันออกกลางหรือประเทศมุสลิม และการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เสมือนว่าเป็นนายกรัฐมนตรีสั่งการ แต่นายอนุทิน ก็ไม่ได้เจาะจงมอบหมายให้ทำงานเกี่ยวข้องกับคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้
พร้อมกันนี้ ที่ประชุม สมช. ยัง มีมติ เห็นชอบแต่งตั้ง “คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล” เพื่อสานต่อการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้มีการกำหนดตัวบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลประสานเชื่อมโยง ให้คำแนะนำ ชี้เป้าหมาย สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆโดยมีรูปแบบที่กระชับ ไม่ซ้ำซ้อนกับภาระของหน่วยงานปกติที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น
โดยมีรายงานว่า จะมีการแต่งตั้ง “บิ๊กเมา” พลเอกอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ซึ่งเคยถูกเรียกว่าเป็น ครม.ส่วนหน้า สำหรับ พลเอก อุดมชัย อดีตแม่ทัพภาค4 อดีต หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2561 และเคยเป็น หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล มาหลายรัฐบาล คนนี้ ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนม กับ “บิ๊กเกรียง” พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตแม่ทัพภาค4 ที่ปัจจุบันเป็นรองประธานวุฒิสมาชิก (สว.) และถูกมองว่าเป็นสว.สายสีน้ำเงิน เพราะเป็นเพื่อน วปอ.61 กับนายอนุทินพร้อมกันนี้ ก็ แต่งตั้ง “บิ๊กไก่” พลเอกสุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสมช. ซึ่งมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายอนุทิน และเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดต รมว. กลาโหมให้มาเป็น ประธานที่ปรึกษา สมช.
ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยังกำหนดกรอบการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วย.การบริหารจัดการเรื่องการศึกษา ได้มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลรายละเอียด และจัดระบบการบริหารจัดการใหม่ ทั้งระดับโครงสร้างระดับวัฒนธรรมและระดับบุคคลที่จะดูแลเรื่องโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม และเข้าไปประสานงานเพื่อจัดระบบต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยมอบให้กระทรวงศึกษาธิการและรับผิดชอบและก ารร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชักชวนให้มาเลเซียมาร่วมพัฒนาพื้นที่และมีผลประโยชน์ในพื้นที่เศรษฐกิจ จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
รวมถึงการประสานงานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องของกลุ่มคนที่กระทำผิดต่างๆ จะมีมาตรการร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับมาเลเซีย โดยเป็นความพยายามที่จะใช้มิติด้านเศรษฐกิจนำหน้าในความร่วมมือกับมาเลเซีย เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงรู้ดีว่ามาเลเซียยังไม่เต็มร้อย ในการช่วยเหลือ ประเทศไทยในการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบในชายแดน เพราะการพูดคุยสันติสุข ที่มีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกมาหลายสมัย แต่กลับได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มีแต่จะทำให้เกิดข้อกังขา ว่าตัวแทนขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN จี้มาเลเซียนำมาพูดคุยกับฝ่ายไทยนั้นจริงหรือไม่ เพราะสะท้อนออกมาให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถคุมการก่อเหตุในพื้นที่ได้เลย
อาจกล่าวได้ว่า นายอนุทินมีแนวทางของการใช้พลเรือนนำทหาร และใช้ การเมืองนำการทหาร แม้ว่านายอนุทินจะให้เกียรติกองทัพและไม่คัดค้านในสิ่งที่กองทัพเสนอแต่เล่นบทของผู้สนับสนุนกองทัพในการแก้ปัญหาความมั่นคงโดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชา จนทำให้นายอนุทินได้รับคะแนนนิ ไปพร้อมกับกองทัพด้วย
แต่ในขณะเดียวกันนายอนุทิน ก็พยายามบาลานซ์อำนาจของฝ่ายกองทัพ โดยจะเห็นได้จากการที่ เปิดทางให้พลโทอดุลย์ ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นสายตรงบุรีรัมย์ ขึ้นมาเป็น รมว. กลาโหม แม้ว่านายอนุทินเองจะมีเพื่อนฝูงที่เป็นบิ๊กทหารจำนวน และมีความเหมาะสมที่จะรมว กลาโหม แต่นายอนุทินก็ไม่ได้ เสนอชื่อบิ๊กทหาร ไปต่อสู้กับพลโทอดุลย์ เพราะนายอนุทิน รู้ดีว่าถึงอย่างไร พลโทอดุลย์ที่เป็นสายตรงบุรีรัมย์ตัวจริง ก็จะรมว.กลาโหม จึงเห็นได้ว่าในห้วงการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานว่านายอนุทิน พูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเรื่องตำแหน่ง รมว. กลาโหมเลย ไม่ได้ให้ความหวังใคร
อีกทั้งพลโทอดุลย์ ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของนายอนุทินเอง ประกอบกับพลโทอดุลย์ เป็นเพื่อนรุ่นตท26 รุ่นเดียวกับผู้นำกองทัพและคีย์แมนกองทัพ จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบ ในการทำงานร่วมกับกองทัพได้เป็นอย่างดี
จนอาจกล่าวได้ว่า นายอนุทิน มีหลังอิงกองทัพ อิง ตท.26 รุ่นของพลโทอดุลย์ ที่ปัจจุบันมีทั้ง “บิ๊กปู” พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ. ทบ และ “บิ๊กคิม” พลอากาศเอกเสกสรรค์ คันธา ผบ. ทอ. ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 และในการโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ก็รอลุ้นตำแหน่ง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.ทร
จึงอาจมองได้ว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยร่วมแชร์อำนาจกองทัพ อยู่ด้วยไม่ใช่ให้กองทัพยึดอำนาจเบ็ดเสร็จแต่ฝ่าย
#อนุทิน #ภูมิใจไทย #กองทัพ #การเมืองไทย #ความมั่นคง #ชายแดนใต้ #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #siamrathonline








