ทวี สุรฤทธิกุล
การเมืองแบบ “บ้านใหญ่” แม้จะยังมีความสำคัญมาก ๆ แต่แนวโน้มของการเมืองแบบ “บ้านใหม่” ก็กำลังมาแรง และอาจจะค่อย ๆ เข้ามาผสมหรือมาแทนที่การเมืองแบบบ้านใหญ่นั้นต่อไปก็เป็นได้
หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ผู้เขียนอยู่ในวัย “ไฟแรง” หลังที่ได้ไปร่วมในขบวนการขับไล่เผด็จการ รสช.ออกไปได้แล้ว ก็ได้มาพูดคุยกับเพื่อน ๆ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อจัดทำโครงการในการ “พัฒนาการเมืองไทย” ก็พอดีกับที่รัฐสภาได้มีโครงการอบรมผู้ช่วยผู้ดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้งในเดือนกันยายน 2535 และได้มอบหมายให้สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้ทำเอกสารในการอบรม รวมถึงจัดวิทยากรไปร่วมด้วยส่วนหนึ่ง พร้อมกันนั้นผู้เขียนอาสานำเอาเอกสารเหล่านั้นมาปรับปรุง เพื่อใช้ในการอบรมประชาชนได้อีก โดยเริ่มจากการอบรมเยาวชนในจังหวัดนนทบุรี ในตอนช่วงปิดเทอม พ.ศ. 2536 เรียกว่า “โครงการอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนาการเมืองไทย” โดยมีม็อตโต้ว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้” นำร่องด้วยการเชิญนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนต่าง ๆ มาร่วมรับการอบรม ซึ่งก็มีนักเรียนมาร่วมอบรมกว่า 60 คน
การอบรมใช้เวลา 3 วัน ๆ ละ 8 ชั่วโมง รวมเวลา 24 ชั่วโมง โดยในวันแรกจะเน้นให้ผู้รับการอบรมได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาของการเมืองไทย เริ่มจากความล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่มีการเลือกตั้งสลับการรัฐประหาร การคอร์รัปชั่น การทุจริตในการเลือกตั้ง ความไม่เสมอภาค ปัญหากระบวนการยุติธรรม และปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง วันที่สองเป็นการไปเยี่ยมชมสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ เริ่มต้นที่สถาบันนิติบัญญัติ คือรัฐสภาที่ได้ไปชมการประชุมสภาแบบสด ๆ แล้วมาชมพิพิธภัณฑ์รัชกาลที่ 7 จากนั้นได้พาไปพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้ซาบซึ้งถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ปิดท้ายด้วยทำเนียบรัฐบาลที่เป็นสถาบันด้านการบริหาร และในวันสุดท้ายก็ให้ผู้รับการอบรมได้ระดมสมองจัดทำ “แนวทางในการพัฒนาการเมืองไทย” มานำเสนอและมีคณะวิทยากรร่วมวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินจัดอันดับเพื่อรับรางวัล ก่อนที่จะมีพิธีปิดและรับ “เกียรติบัตร” เพื่อแสดงความยินดีในการสำเร็จการอบรม
ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 ปรากฏว่ามีผู้รับการอบรมคนหนึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้มาเยี่ยมผู้เขียนกับอาจารย์บางคนที่มหาวิทยาลัย ผู้เขียนได้แสดงความยินดีและได้ขอให้ “เป็นนักการเมืองที่ดี” ส.ส.คนนี้ก็บอกว่าได้มีแรงบันดาลใจจากการอบรมเมื่อ พ.ศ. 2536 นั้นเอง โดยได้คุยกับเพื่อน ๆ บางคนว่า การเมืองนี้เป็นอาชีพที่น่าสนใจ และถ้าพวกคนที่จะมาทำงานการเมืองได้มารับการอบรมแบบพวกเขา ก็จะทำให้การเมืองไทย “ดีขึ้นมาก” ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2548 เขาก็ลงเลือกตั้งอีกแต่สอบตก จากนั้นก็ไม่เห็นเขาลงเลือกตั้งอีกเลย จนวันหนึ่งได้เจอเขาในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผู้เขียนก็ถามเขาว่าไม่เล่นการเมืองอีกแล้วหรือ เขาก็ตอบว่า “การเมืองไม่เหมาะกับเขา” โดยอธิบายอะไร ๆ ต่อไปอีกยืดยาว ที่พอจะสรุปได้ว่า การเมืองที่เขาอยากเข้าไปทำให้ “สวยใส” นั้นเป็นไปได้ยากมาก ถ้าจะทำให้ได้ต้องใช้ผู้นำที่ดี มีพรรคการเมืองที่ดี ที่สำคัญต้องให้ประชาชน “ตื่นตัว” และ “เรียนรู้” การเมืองให้ดีมากขึ้นกว่านี้
ปัญหาของคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปทำงานทางการเมืองแล้วเกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายมักจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน เรื่องของอดีต ส.ส.คนหนึ่งข้างต้นนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ต่อมาใน พ.ศ. 2547 ผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้า (ย่อว่า “นมป.” อบรมไปได้ 7 รุ่น จนถึง พ.ศ. 2554 ก็ได้เปลี่ยนเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย ย่อว่า “ปนป.” ซึ่งยังมีการอบรมมาถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 15) ได้พบปะพูดคุยกับนักศึกษามาหลายรุ่นเป็นจำนวนมาก ส่วนมากเมื่อถามถึงความสนใจที่จะลงเล่นการเมือง ก็มักจะตอบว่า “ไม่เหมาะกับตัวเอง” ที่ผู้เขียนสามารถประมวลรวมถึงเหตุผล “ความไม่เหมาะสมกับตัวเอง” ที่คนเหล่านั้นพูดถึง ได้ว่า
ประการแรก หาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ เริ่มต้นคนพวกนี้(นักศึกษาที่ผู้เขียนไปคุยด้วย)ก็อยากได้เป็น ส.ส.ให้ได้ ก็จะมองไปที่ “พรรคเด่น ๆ” ซึ่งในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ก็จะได้แก่ พรรคไทยรักไทย (ที่ต่อมาก็เป็นพรรคพลังประชาชน จนมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน) กับพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับพรรคไทยรักไทย พอมีรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 ก็กลายเป็นพรรคที่พิทักษ์ระบอบทักษิณ และมีนายทุนกับพวก “บ้านใหญ่” อยู่เต็มพรรค ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าไป “เปิดตัวได้ยาก” เช่นเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่เต็มไปด้วยพวก “บ้านเก่า” คือคนเก่า ๆ ของพรรค ที่ทำให้ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไป
ประการต่อมา อุดมการณ์ที่ไม่ต้องตรงกัน โดยเฉพาะในช่วงหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ที่มีการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ ๆ เช่น พรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าพรรคนี้จะมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็มีปัญหาว่าพรรคแนวนี้มักจะต่อต้านระบบเก่า จนถึงคิดที่โค้นล้มหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ ซึ่งผู้เลือกตั้งคนไทยจำนวนมากยังไม่ไว้วางใจ การตัดสินใจเข้าพรรคการเมืองในแนวนี้จึงดู “ไม่มั่นคง” และยิ่งในช่วงหลังที่พรรคการเมืองในแนวนี้ยังดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองอยู่ ก็จะมีคนหลั่งไหลเข้าสู่พรรคการเมืองแนวนี้อยู่เรื่อย ๆ ทั้งนี้ทราบว่าพรรคแนวนี้จะมีการคัดเลือกคนแบบ “ต้องคิดเหมือน ๆ กัน” ซึ่งก็ลำบากใจสำหรับคนที่ไม่อยากให้มีการโค่นล้มหรือเปลี่ยนแปลงในสถาบันหลัก ๆ ของชาติ
อีกประการหนึ่ง การทำงานการเมืองในปัจจุบันต้องลงทุนมาก ทำให้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่ยังเริ่มต้นทำงานและยังมีรายได้น้อย จำเป็นต้องวิ่งเข้าหานายทุน หรือพรรคที่จะสนับสนุนเรื่องทุนให้พอเพียง ที่สุดแม้ตนเองจะมีอุดมการณ์ดีอยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงด้วยดี แต่ก็ต้องทำตามที่นายทุนหรือ “เจ้าของพรรค” นั้นต้องการ จึงต้องคิดหนัก โดยมีบางคิดว่าเริ่มแรกก็ต้องไปตามใจนายทุนเหล่านั้นก่อน แล้วจากนั้นก็คิด “สร้างตัวตน” หรือแยกตัวเองให้โดดเด่นขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง แต่ว่าก็อาจจะต้องเจอกับ “การเตะสกัดดาวรุ่ง” (อย่างที่นักเรียนที่มาอบรมหลักสูตรพัฒนการเมืองของ มสธ.ใน พ.ศ. 2536 ได้ไปเจอเมื่อเป็น ส.ส. ในปี 2544 รวมถึงที่มีนักศึกษา ปนป.บางคนได้บอกกับผู้เขียน) และต่อมาก็อาจจะเจอสถานะ “ไปไม่เป็น” คือทำอะไรตามใจไม่ได้ ทำให้หลาย ๆ คนต้องคิดหนักในการที่จะต้องเข้าไปเป็น ส.ส. และก็ต้องเป็น “ทาสการเมือง” ไปในที่สุด
พอดีขณะที่เขียนบทความนี้ ศาลฎีกาได้รับคำฟ้องที่ ปปช.ได้ฟ้องเอาผิดกรรมการบริหารของพรรคประชาชน ในความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 แต่ไม่ต้องให้คนที่เป็น ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ดู ๆ แล้วเหมือนศาลจะ “ใช้ไม้นวม” กับปัญหาการเมืองในขณะนี้ ซึ่งผู้เขียนก็มองปัญหาการเมืองไทยว่า การเมืองของเราอาจจะ “กำลังจะมีทางออกที่ดี” นั่นก็คือ “การประนีประนอมอำนาจ” ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา “บ้านเก่า VS บ้านใหม่” ที่จะขอนำไปยุติความในสัปดาห์หน้า
ถ้าเราไม่ฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่ หรือ “บ้านใหม่” ก็คือคนไม่คิดถึงอนาคต ดังนั้นเราจึงควรจะหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ “การเมืองใหม่” นี้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและรุ่งเรืองต่อไป








