เมื่อเวลา 18.05 น. วันที่ 6 ก.พ. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย จัดปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก“ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวปราศรัยว่า ไม่คิดว่าจะมาอยู่ในเวทีการเมือง เหตุผลที่ตนทิ้งชีวิตราชการที่เหลืออีก 6 ปี รวมถึงความมั่นคง และโอกาสในการเป็นปลัดกระทรวงการคลัง เพราะเป็นห่วงประเทศเลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง เป็นห่วงประเทศจะเจอวิกฤตอีก ตนเคยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง เห็นคนตกงาน ธุรกิจเจ๊ง เพื่อนต้องเลิกเรียนหนังสือ เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกไม่ได้ คนไทยรู้ มีคนพูดแต่ไม่มีคนออกมาทำ ตนถึงอาสาออกมาทำ
นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ มีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก 3 แห่ง เคยเตือนเราว่า เสถียรภาพการคลังของไทยเป็นลบถึงขั้นห่วยแตก โอกาสเจอวิกฤตสูงมาก ตนถึงทำทุกอย่างใน 73 วันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ทำคือ ขอคืนหนี้ธกส. ทำแผนความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อบอกว่าไทยจะไม่ห่วยเหมือนที่เขาคิด ตนเริ่มทำงานวันที่ 30 ก.ย. 68 ตนขอนายกฯว่า ขอเอาเงินที่เหลือมาคืนหนี้ในอดีต ต่อมาวันที่ 13 พ.ย. 68 บริษัทS&P ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ดังนั้นตนไม่เสียใจเลยที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤต
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเปรียบเหมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม สภาพัฒน์ ออกมาบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะติดหล่มในไตรมาสที่4 โตเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์ รายได้ชาวบ้านหายไป รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นหนี้เยอะ ต้องไปกู้เงินทั้งในและนอกระบบ ตนจึงขอนายกฯ ทำโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน เที่ยวเมืองรอง และโครงการเร่งเบิกจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า ไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะโต 1.8 เปอร์เซ็นต์ เราเห็นรอยยิ้มบนของชาวบ้าน เขามีรายได้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ทำให้ตนไม่เสียใจที่ลาออกจากราชการ รวมถึงโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ โครงการเอ็สเอ็มอีช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ให้กรมสรรพากรคืนเงินเอ็สเอ็มอี จำนวน 60,000 ล้านบาท ตนไม่ได้ก่อหนี้สักบาทเดียว นำมาใช้จ่ายให้ตรงเป้าทำโครงการหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้หลายรอบ ตนทำทุกอย่างบนการรักษาวินัยการเงินการคลัง
“ผมในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำประชานิยม เพราะถ้าทำเมื่อไหร่ มันคือการก่อหนี้แล้วทิ้งภาระให้ลูกหลาน เราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ใช้เงินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ผมขอเสียงผ่านไปยังทุกพรรคการเมืองว่า อย่าประชานิยม และผมดีใจที่เศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ แต่ผมยังไม่สบายใจ ยังมีความทุกข์อยู่ ต่างชาติบอกว่าไทยจะเป็นคนป่วย ผมรับไม่ได้ ผมจึงอาสาขอทำต่อ นำทีมภาคเอกชนเป็นทีมไทยแลนด์ พาธุรกิจไทย รัฐบาลไทยไปอยู่บนเวทีโลกที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งที่ผมเห็นคือโลกแตกเป็นเสี่ยงๆ ผมเห็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ ผมเห็นนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่ง ใช้อำนาจทุกอย่างดึงคนมาเป็นพวก แล้วไทยจะอยู่ตรงไหน เราถึงต้องหาพันธมิตร ผมนำทีมไทยแลนด์ไปเจรจาให้อยู่บนโต๊ะเจรจาบนเวทีโลก ผมดีใจที่ดึงนักลงทุนเข้ามา คำพูดที่ทรงพลังที่สุดที่ดาวอสสะเทือนมาถึงดาวคะนอง เขาบอกว่าถ้าคุณไม่อยู่เจรจาบนโต๊ะอาหารในเวทีโลก คุณจะกลายเป็นอาหารให้เขากิน อย่างน้อยผมพิสูจน์ให้เห็นว่า73วันที่ทำงาน ผมได้นำทีมไปอยู่บนเวทีเจรจาบนโต๊ะอาหาร เรานำทีมไปดึงการลงทุนไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท เราต้องช่วยพัฒนาทักษะคนไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ“ นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันตนและทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ได้ทำนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ที่จะทำให้คนป่วยกลับมาแข็งแรง ยา 5 เม็ดสำคัญแรกที่จะทำให้คนไทยรวยขึ้น คือ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเกษตร ใช้อิเล็คทรอนิกส์ผลักดันสินค้าประเทศไทย เศรษฐกิจสีเขียวพลังงานสะอาด การใช้AIพลัสสอนคนไทยใช้เอไอฟรี ส่วนยาเม็ดสุดท้าย ต้องทำให้การลงทุนประเทศไทยอนุมัติได้ไวขึ้นไม่มีกั๊ก ส่วนยาอีก5เม็ด ตนจะทำให้คนไทยได้รับรายได้อย่างเท่าเทียม เพิ่มเงินคนตัวเล็กตัวน้อยด้วยการสอนทักษะขายของออนไลน์ สร้างรายได้ ไม่ต้องมารอคอยความหวัง โครงการชุมชนพลัสให้งานไปหาชุมชน โครงการเพิ่มโอกาสธุรกิจเอ็มเอ็มอีไทย อย่าให้ต่างชาติมาเอาเปรียบ โครงการผู้สูงวัยพลัส ฝึกให้เขาใช้เอไอ เพื่อที่จะได้สร้างรายได้ ไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน การเปิดโอกาสให้เข้าถึงยารักษาโรคได้สะดวกขึ้น เป็นต้น
”นโยบายเศรษฐกิจ10พลัส ยา 10 เม็ดของผม ต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ เติบโตเต็มศักยภาพ บนพื้นฐานของการมีวินัยการเงินการคลัง วันนี้รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังมา ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย คนป่วยแห่งเอเชีย วันนี้ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำให้เขาเป็นคนแข็งแกร่งแห่งเอเชียที่ยืนได้บนขาตัวเอง เราอาจจะตกหล่น ผมจึงขอโอกาสมาทำต่อ ทำไมผมถึงมาอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยให้โอกาสผมทำงานให้ประชาชนและประเทศไทย คนทำได้ ทำเป็น ตั้งใจจริงเพื่อประเทศมีอยู่น้อย ผมขออาสามาทำงานตรงนี้ ผมทำงานมา73วันถ้ากลับด้านก็37 ผมขอเสียงให้เลือกเบอร์37ด้วย ผมสัญญาว่าจะทำเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ด้วยเกียรติของเอกนิติ“ นายเอกนิติ กล่าว








