วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงาน Asia Environmental & Waste Management Expo 2026 ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "วิสัยทัศน์พรรคการเมืองไทย: ทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมและการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน" โดยมีนายกิตติ สิงหาปัด เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อรับฟังแนวทางจากตัวแทนพรรคการเมืองในการขับเคลื่อนประเทศผ่านวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เริ่มต้นนำเสนอโดยชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไทยยังมีปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ครบวงจร โดยเฉพาะการขาดแคลนอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานสะอาดเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ปัจจุบันไทยมีพลังงานสำรองล้นระบบถึง 55,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้สูงสุดอยู่ที่ 36,000 เมกะวัตต์ ทำให้รัฐไม่สามารถซื้อไฟใหม่ได้เพราะจะกระทบค่าไฟ ทางพรรคจึงเสนอให้นำกฎหมายเปิดเสรีโซลาร์เซลล์กลับมาขับเคลื่อน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถผลิตและใช้ไฟสะอาดได้เองโดยตรง นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นระบบราชการ "1 คำขอ หลายใบอนุญาต" และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมในกระทรวงอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันยังแยกส่วนกันอยู่
"อุตสาหกรรมไทยมีปัญหาคือมันไม่ครบห่วงโซ่อุปทาน เรามีปลายน้ำที่ดีแต่ต้นน้ำเราแย่มาก เราเป็นประเทศส่งออกเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ แต่เราผลิตเซมิคอนดักเตอร์เองไม่ได้ เพราะเราจ่ายไฟสะอาดให้เขาไม่ได้ตามเงื่อนไขสากล สิ่งสำคัญคือต้องเปิดเสรีพลังงาน ใครอยากใช้ไฟสะอาดต้องสามารถติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาและต่อเข้าโรงงานได้โดยไม่ต้องเป็นภาระกับประชาชนทั่วไป เพื่อให้ธุรกิจใหม่ๆ อย่าง Data Center เกิดขึ้นเป็น New S-Curve ของประเทศได้จริง"
ทางด้าน นายภาณุรัช ดำรงไทย ตัวแทนจากพรรคไทยก้าวใหม่ สะท้อนมุมมองในฐานะวิศวกรว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักกำลังถึงจุดเปลี่ยน เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดปริมาณลงอย่างมาก จากที่เคยผลิตได้ 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันต่อหลุม เหลือเพียง 2 ล้านลูกบาศก์ฟุตในปัจจุบัน พรรคจึงเสนอนโยบาย "Quantum Leap" มุ่งสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Data Center และ Nanotech พร้อมผลักดันพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ให้เป็นไฟฐาน (Base Load) ที่สะอาดและราคาถูกสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่
"ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว ถ้าเราอยู่แบบเดิมเราคงตกลงไปทั้งประเทศ ก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมดลงและต้นทุนการนำเข้านั้นแพงมาก เราต้องมุ่งไปที่อุตสาหกรรมยุคใหม่และการใช้ไฟที่เป็นพลังงานสะอาดจริงๆ ไม่ใช่แค่ไฟจากแสงอาทิตย์หรือลมที่มีความเสถียรต่ำ แต่เราต้องการไฟที่เป็นเบสโหลดสำหรับ Data Center เพื่อต่อยอดไปถึง AI และ Deep Learning ในอนาคต"
ขณะที่ ดร.พรชัย มาระเนตร์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ เน้นย้ำการเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ในโลกหลายขั้วอำนาจ โดยอาศัยกติกาโลกยุคใหม่เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ต่อหัวเพื่อเข้าสู่กลุ่ม OECD นโยบายหลักคือการส่งเสริมสิ่งที่โลกขาดแคลน ได้แก่ พลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร โดยเสนอให้ไทยเป็นตัวกลางส่งผ่านพลังงานสะอาดในอาเซียน (ASEAN Grid) และยกระดับเกษตรกรผ่าน "พันธบัตรป่าไม้" เพื่อลดการเผาและสร้างรายได้จากการกักเก็บคาร์บอน พร้อมทั้งเสนอการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการผลิตไฟฟ้า (Open Data) เพื่อลดค่าไฟอย่างยั่งยืน
"เราจะส่งเสริมสิ่งที่โลกขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมของประเทศยั่งยืน คือพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร เรามีวัตถุดิบอยู่ในมือเพียงต้องทำให้มันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างพันธบัตรป่าไม้ให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนพื้นที่เผามาเป็นป่าไม้และใช้ค้ำประกันสร้างรายได้ เพื่อลดต้นทุนแฝงในอุตสาหกรรมให้ต่ำที่สุดและสร้างจุดขายใหม่ในการดึงดูดการลงทุนระดับโลก"
ดร.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ตัวแทนจากพรรคประชาชน นิยามความยั่งยืนว่าคือการไม่สร้างภาระให้คนรุ่นถัดไป โดยชี้ว่าปัจจุบันโลกได้ล้อมไทยไว้ด้วยมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด พรรคมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าจะไม่แลกการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้นกับความเสียหายในระยะยาว และจะมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ไม่แฝงต้นทุนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ลูกหลาน โดยเสนอแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เชื่อมโยงการจัดการของเสียกับการเติบโตของ GDP ผ่านการจัดการน้ำเสีย อากาศ และการป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ
"โลกได้ล้อมไทยไว้หมดแล้ว สินค้าที่จะส่งออกจะเจอมาตรการควบคุมทั้งเรื่องคาร์บอนและการจัดการของเสีย พรรคประชาชนมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า เราจะไม่แลกการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นกับความเสียหายระยะยาวที่ประชาชนต้องมาจ่ายเงินมหาศาลเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในภายหลัง เรามองว่าเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคือสิ่งเดียวกัน ถ้าคุณมีระบบจัดการที่ดี มันจะส่งผลถึงความสามารถในการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ"
ส่วน นายณัฐนนท์ เอี่ยมพูลทรัพย์ ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม เสนอกรอบนโยบาย "4 กล้า" เพื่อแก้ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน ประกอบด้วย การกำหนดขีดจำกัดการรองรับของทรัพยากร (Caring Capacity), การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยงานวิจัย, การจัดตั้งกองทุนคืนทรัพยากรและเงินสู่ท้องถิ่น และการสร้างมาตรฐานเดียวของภาครัฐ (Single Standard) เพื่อลดความสับสนในการปฏิบัติตามกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
"ปัญหา ณ วันนี้คือ รัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าใจกันคนละอย่าง รัฐอยากให้โกกรีนแต่เครื่องมือไม่เอื้อ ทำให้ผู้ประกอบการทำแล้วไม่คุ้มหรือเจ๊ง พรรคกล้าธรรมมองว่าเราควรสร้างมาตรฐานเดียวให้กับประเทศ ทุกคนจะได้เข้าใจและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ไม่ต้องมานั่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมภายหลัง และควรทำระบบของภาครัฐให้เป็นระบบเดียวกันทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน"
ในส่วนประเด็นการขับเคลื่อน นายภาณุรัช (ไทยก้าวใหม่) ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาการเผาซังข้าวโดยการใช้รถไถ John Deere เปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าก๊าซ LNG โดยเสนอให้สร้างโมเดลความสำเร็จในระดับท้องถิ่นเพื่อให้พื้นที่อื่นนำไปเป็นต้นแบบ ทางด้าน ดร.พรชัย (ประชาธิปัตย์) เสนอการลดต้นทุนพลังงานและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliant Cost) โดยให้แต้มต่อสีเขียวแก่ SME ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
ดร.พูนศักดิ์ (ประชาชน) นำเสนอร่างกฎหมายการบริหารจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร รวมถึงนโยบาย "Clean Up Thailand" เพื่อจัดการหลุมฝังกลบขยะกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ และผลักดันหลักการ EPR ให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบต่อซากผลิตภัณฑ์ ขณะที่ นายณัฐนนท์ (กล้าธรรม) ที่เสนอการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง Green Venture Capital และการทำ Sandbox ในเขตพื้นที่ EEC (ระยอง ปราจีน ชลบุรี) เพื่อทดสอบระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ
ดร.อรรถวิชช์ (รวมไทยสร้างชาติ) ได้เสนอแนวทางเชิงรุกโดยการทำให้ค่าการตรวจวัดจากปลายปล่องโรงงาน (CEMS) เป็น "ค่าสั่งการ" ที่หากพบการทำผิดกฎหมายให้มีการปรับทันทีผ่านระบบดิจิทัล เพื่อลดช่องว่างการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งเสนอให้โอนย้ายการกำกับดูแลคาร์บอนเครดิตไปอยู่ที่กระทรวงการคลังเพื่อให้เกิดการเทรดดิ้งที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังเสนอ พรบ.การจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนเยียวยาและเก็บกู้สารพิษที่รั่วไหลได้ทันที
ในช่วงท้ายของการเสวนา ทุกพรรคการเมืองต่างเห็นพ้องว่าหัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรมและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐในฐานะผู้สนับสนุน ภาคเอกชนในฐานะหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ และภาคประชาชนในฐานะผู้ตรวจสอบ เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน







