วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นปราศรัยใหญ่ภายใต้แนวคิด "กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ" โดยย้ำเตือนประชาชนว่าปัจจุบันนักเล่นการเมืองกำลังพยายามกำหนดชีวิตประชาชนอีกครั้งด้วยวาทกรรม "เลือกตามยุทธศาสตร์" ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้ตนเองได้กลับไปเป็นรัฐบาล มีตำแหน่ง และเข้าไปกินงบประมาณแผ่นดินเหมือนเดิม แต่ชีวิตประชาชนยังคงลำบากเช่นเดิม
โดยนายพีระพันธุ์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคสีขาวที่เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นพรรคแรกที่ขึ้นป้ายนโยบายเพื่อทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นจริง ไม่ใช่การลอกเลียนแบบนโยบายของผู้อื่นเหมือนพรรคการเมืองบางพรรคที่ก๊อปปี้เรื่องการลดค่าใช้จ่ายแต่กลับไม่เคยกล้าพูดเรื่องการลดค่าน้ำมันหรือค่าแก๊สหุงต้ม
"ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงานการเมือง ผมงงว่าถ้าใครเข้ามาอยู่ตรงนี้เขาบอกว่ามาเล่นการเมือง ตกลงการเมืองมันเป็นเกมเหรอ แล้วถ้ามันเป็นเกม กระดานของการเมืองคือประเทศชาติบ้านเมืองใช่ไหม และหมากที่ต้องกำหนดให้เดินไปไหนคือพี่น้องประชาชนตรงนี้และทางบ้านหรือเปล่า การเมืองมันควรจะเป็นเรื่องของงาน เป็นเรื่องของการทำงานให้ประชาชน แต่พอผมเข้ามาสัมผัสจริงๆ มันเล่นกันจริงๆ เล่นเกมกันวันๆ คิดแต่เพียงว่าจะเอาชนะพรรคคู่แข่งยังไง พรรคนั้นใหญ่กว่าต้องทำยังไงให้เราใหญ่กว่า จะดูด สส. เขามายังไง เหมือนที่พรรคเราโดนดูด ผมถึงบอกว่าไปเลย เพราะถ้าไปแบบนี้แปลว่าคุณไม่ได้มีจิตวิญญาณของความรักชาติรักแผ่นดิน คุณอยู่รวมไทยสร้างชาติไม่ได้ ชีวิตเราเลือกเองได้ครับ เราเป็นคน ไม่ใช่หมากรุกบนกระดานให้นักการเมืองมาเล่นเกมไม่รู้จักจบสิ้นแบบทุกวันนี้"
ในส่วนของผลงานและนโยบายด้านพลังงาน นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าจากกว่า 4.70 บาท ลงมาเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย หรือลดไปรวม 76 สตางค์ ซึ่งช่วยให้คนไทยมีเงินเหลือในกระเป๋ารวมกันกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมให้คำมั่นว่าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม จะลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.00 บาทต่อหน่วยให้ได้
นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายว่าภายใน 4 ปี พรรครวมไทยสร้างชาติจะดำเนินนโยบายพลังงานทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และแก๊ส เพื่อคืนเงินให้ประชาชนรวม 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งหากคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50 ล้านคน จะเท่ากับประชาชนมีเงินเหลือคนละ 35,520 บาท หรือหากคิดเป็นครัวเรือน 21 ล้านครัวเรือน จะมีเงินเหลือเก็บถึงครัวเรือนละ 88,800 บาท นายพีระพันธุ์ยังได้ยันราคาแก๊สหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม แม้ต้นทุนจะอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัมก็ตาม แต่พอตนพ้นตำแหน่งเพียง 3 เดือน ราคาแก๊สกลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 480 บาททันที
"แผ่นดินนี้ต้องเป็นแผ่นดินแห่งความหวัง เป็นแผ่นดินที่คนดีได้รับการปกป้อง และคนชั่วต้องเอาไปกำจัดให้หมด พวกสแกมเมอร์ พ่อค้ายาเสพติด หรือพวกทุจริตประพฤติมิชอบ ถ้าไม่ประหารก็ต้องส่งไปติดคุกกลางทะเล ผมคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรียุติธรรม เพราะนักค้ายาไม่กลัวคุกธรรมดา ยังสั่งซื้อขายผ่านโทรศัพท์ได้อยู่เลย ล่าสุดพวกทุนจีนเทาก็ใช้คุกเป็นออฟฟิศอีก ผมจึงมีนโยบายสร้างคุกกลางทะเลเพื่อตัดขาดคนพวกนี้ออกจากสังคม โดยการนำแท่นเจาะน้ำมันหรือแท่นร้างกลางทะเลที่เลิกใช้งานแล้วกว่า 191 แท่น มาทำเป็นคุกกลางทะเล นี่คือนโยบายเด็ดขาดของรวมไทยสร้างชาติ เพราะวันนี้ถ้าเราไม่เด็ดขาดกับคนพวกนี้ แผ่นดินนี้จะอยู่ไม่ได้"
ในด้านความมั่นคงและชายแดน นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าตนลงพื้นที่ดูแลทหารและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ มานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ก่อนปี 2549 โดยไม่ได้ทำเพื่อโฆษณาหรือโหนกระแสเหมือนพรรคการเมืองอื่นในปัจจุบัน ตนเคยนำหมวกกันกระสุนและข้าวสารกว่า 5,000 กิโลกรัม ไปมอบให้ทหารพรานด้วยเงินส่วนตัวเพราะทหารไม่มีกิน พร้อมระบุว่าไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบโชว์เหมือนใคร เพราะความรักชาติอยู่ในใจอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเสนอโฉมใหม่ของการศึกษาไทยด้วยนโยบาย "อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน" โดยยกเลิกการสอบเข้าเพื่อลดความเครียดและค่าใช้จ่ายของและผู้ปกครอง โดยยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่แม่คนหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ร้องไห้กอดตนเพราะลูกต้องฆ่าตัวตายจากความเครียดในการสอบเข้า
นายพีระพันธุ์ได้ตั้งคำถามถึงที่มาของเงินทุนในการเลือกตั้งของบางพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครครบทุกเขต โดยใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งสงสัยว่าเป็นเงินที่สะอาดหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีการถอนทุนคืนจากภาษีประชาชนในภายหลัง โดยตนเองในฐานะนักการเมืองที่ทำงานมา 34 ปี ไม่เคยซื้อเสียงแม้แต่คะแนนเดียว และมุ่งมั่นทำงานหนักจนเส้นเลือดฝอยในตาแตกถึง 2 ครั้งในรอบเดือนที่ผ่านมา
"ผมเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยหนามกุหลาบเพื่อประชาชน มากกว่าเดินบนทางกลีบกุหลาบเพื่อไปเป็นมหาเศรษฐี และขอให้ประชาชนเลือกเบอร์ 6 เพื่อกำหนดชีวิตตนเอง ไม่ใช่เลือกยุทธศาสตร์เพื่อส่งคนอื่นไปโกงกินงบประมาณ" นายพีระพันธุ์ กล่าว








