บทความ บทวิเคราะห์

ถอดรื้อแนวคิดฝ่าวิกฤตน้ำมันของ "พีระพันธุ์" ที่ทำรัฐบาล "ฉุน"

แชร์ข่าว

ก่อนเกิดวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง หลายคนได้เห็นการเคลื่อนไหวด้านพลังงานของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อยู่บ่อยครั้ง โดยมุ่งเป้าให้ข้อมูลเชิงลึก ตีแผ่โลกของน้ำมันไทยหลายมิติ ภายใต้ผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลที่คนไทยอาจไม่เคยรู้

ปัจจุบันท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กำลังกระทบประเทศไทย นายพีระพันธุ์ ในฐานะนักกฎหมาย และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน รัฐบาล "แพทองธาร" ยังคงออกมาตีแผ่ข้อมูลและนำเสนอแนวทางบริหารจัดการเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการและควบคุมราคาน้ำมัน จนนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เกิดอาการ "ฉุน" ตอบโต้อย่างแสบร้อนว่า

"นายพีระพันธุ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากรู้ ท่านยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมไม่ทำ หรือทำไมไม่ทำให้เสร็จ"

ร้อนถึงนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องออกมาชี้แจงว่า "เป้าหมายเดียวของคุณพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติคือเพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้ฝ่ายบริหารรับทราบ โดยไม่โดนใครหลอกหรือโดนผู้ไม่หวังดีหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี"

อย่างไรก็ตาม หากลองทบทวนข้อมูลต่าง ๆ ในช่วงวิกฤตน้ำมัน นายพีระพันธุ์ได้ชี้ให้เห็นประเด็นความลักลั่นของข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ภาครัฐระบุว่าขาดแคลนจากการขนส่ง แต่ภาคขนส่งและปั๊มน้ำมันกลับยืนยันว่าได้รับน้ำมันลดลงจากหลักหมื่นลิตรเหลือเพียง 4,000–5,000 ลิตร

นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างว่าภาคอุตสาหกรรมมาแย่งใช้น้ำมันหน้าปั๊มเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะโรงงานขนาดใหญ่มีคลังน้ำมันและใช้รถบรรทุกขนส่งเอง ไม่สามารถมาเติมใส่แกลลอนแข่งกับประชาชนได้ ปัญหานี้สามารถตรวจสอบได้ผ่านข้อมูลที่มีอยู่ในระบบของโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งที่ผลิตน้ำมันรวมวันละประมาณ 150-160 ล้านลิตร หากรัฐสั่งการให้รายงานข้อมูลรายวันทั้งการผลิต ประเภทน้ำมัน และการกระจายสินค้าต่อสาธารณะ ตัวเลขย่อมต้องสอดคล้องกันทั้งระบบ

ความผิดปกติยังสะท้อนผ่าน "กลไกสองราคา" โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วซึ่งเป็นหัวใจของภาคขนส่งกลับขาดแคลน แต่น้ำมันดีเซลพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่ากลับมีจำหน่ายปกติ ซึ่งในภาวะวิกฤตรัฐควรสั่งให้โรงกลั่นลดสัดส่วนการผลิตน้ำมันพรีเมียมเพื่อเพิ่มปริมาณดีเซลหมุนเร็วให้เพียงพอต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่ารัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ทรงพลังคือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเบ็ดเสร็จในการกำหนดราคาจำหน่าย ควบคุมการนำเข้า-ส่งออก และสั่งตรวจสต็อกน้ำมันได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานอื่นที่อาจมีความล่าช้า แต่ที่ผ่านมากลับเลือกใช้วิธี "ขอความร่วมมือ" แทนการใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องประโยชน์ประชาชน

ในมิติของโครงสร้างราคา นายพีระพันธุ์เสนอให้เปลี่ยนจากระบบอ้างอิงราคาสิงคโปร์ซึ่งเป็นราคาส่งออกที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงในประเทศ ไปสู่ระบบ “Cost Plus” หรือคิดจากต้นทุนจริงบวกค่าบริหารจัดการและกำไรที่เหมาะสม ปัจจุบันราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกบิดเบือนด้วยเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนราคาที่แท้จริงของดีเซลอาจสูงเกือบ 60 บาทต่อลิตร ซึ่งเงินกองทุนนี้แท้จริงแล้วคือเงินของประชาชนที่รัฐเก็บไปก่อนแล้วนำมาชดเชยคืนให้ภายหลังในรูปแบบที่ตรวจสอบต้นทุนหน้าโรงกลั่นได้ยาก

ข้อเสนอสำคัญคือการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันแบกหนี้ใกล้เต็มเพดาน 120,000 ล้านบาท และเปลี่ยนมาเป็นการจัดตั้ง “คลังน้ำมันสำรองของประเทศ” โดยใช้วิธีเก็บค่าภาคหลวงหรือภาษีเป็น “เนื้อน้ำมัน” แทนเงินสด ในอัตรา 7-10% ของการผลิตต่อวัน ซึ่งจะทำให้รัฐมีน้ำมันสะสมประมาณ 15 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 450 ล้านลิตรต่อเดือน

แนวทางนี้จะเปลี่ยนสถานะจากหนี้สินให้กลายเป็นทรัพย์สิน (Asset) ของชาติ และช่วยให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองครบ 90 วันตามมาตรฐานองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ภายในไม่กี่ปีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกระดับโรงกลั่นของกระทรวงกลาโหมที่อำเภอฝาง ให้เป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำรองเบื้องต้นที่รัฐควบคุมต้นทุนได้เอง เพื่อยุติวงจรการกู้เงินมาอุ้มกำไรนายทุน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนให้กับคนไทย