วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ได้ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แนวคิด "กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ" โดยได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสัมพันธ์และความเลื่อมใสที่มีต่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ซึ่งเริ่มต้นจากการต่อสู้ร่วมกันในพรรคเก่าจนถึงการตัดสินใจย้ายมาร่วมงานเพื่อทดแทนบุญคุณและสร้างพรรคที่เป็นทางเลือกที่ดีให้กับประชาชน
นายนราพัฒน์ได้วิเคราะห์ถึงประเภทของนักการเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่ามีทั้งกลุ่มที่ไม่เก่งและไม่ดีแต่มีทุน กลุ่มที่ดูเหมือนเก่งแต่มีวาระซ่อนเร้นต่อสถาบัน และกลุ่มที่ดีแต่ไม่เก่ง ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์นั้น เป็นการรวมตัวของคนที่ทั้ง "ดีและเก่ง" พร้อมที่จะเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ
โดยนายนราพัฒน์ได้กล่าวเน้นย้ำถึงอุดมการณ์ของตนและเหตุผลที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรคว่า "ผมมาเป็นเฟืองขับเคลื่อนให้พรรคสมบูรณ์แบบ เพราะเห็นว่าท่านพีระพันธุ์ทำเรื่องพลังงาน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคการเกษตร พลังงานคือต้นทุนชีวิตและอาชีพของพวกเรา ถ้าพลังงานแพงชีวิตพี่น้องก็เดือดร้อน ต้นทุนสูง และประเทศก็ไม่สามารถแข่งขันส่งออกได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องเริ่มนับหนึ่งจากการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง คือการทำให้ราคาน้ำมันและไฟฟ้าถูกลง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและนักธุรกิจมีเงินเหลือและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้"
ในประเด็นด้านการเกษตร นายนราพัฒน์ชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทยยังคงยากจนและมีหนี้สินเนื่องจากปัญหาต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ต้องนำเข้าเกือบ 100% และผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งนายนราพัฒน์ได้นำเสนอแนวทางแก้ไขด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีในประเทศคือ "โพแทสเซียม" มาใช้ประโยชน์ พร้อมกับมีแผนลดราคาปุ๋ยให้เหลือไม่เกิน 500 บาท
"ประเทศไทยมีโพแทสเซียมแต่ไม่เคยเอาขึ้นมาใช้ ทำไมเราไม่เป็นเจ้าภาพเอาขึ้นมาแลกกับยูเรียและฟอสเฟต ซึ่งจากการไปดูงานที่ซาอุดีอาระเบียที่เขามีทั้งน้ำมันและไฟฟ้า เขาก็สามารถผลิตปุ๋ยขายได้ เราเองก็มีก๊าซธรรมชาติ ทำไมจะทำยูเรียขายไม่ได้ โพแทสเซียมและยูเรียจะเป็นต้นทุนสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อปุ๋ยได้ในราคาไม่เกิน 500 บาท"
นอกจากนี้ ยังได้เสนอโครงการพลิกโฉมการผลิตข้าวจากการขายข้าวเปลือกที่มักได้ราคาต่ำ ให้เป็นการแปรรูปเป็นข้าวสารโดยรัฐสนับสนุนด้านการอบ สี และบรรจุถุงผ่านแพลตฟอร์มทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการขายข้าวสารที่คำนวณกลับมาเป็นค่าข้าวเปลือกได้ถึง 15,000 บาทต่อตัน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณภาษีซ้ำซ้อนทุกปี แต่เป็นการลงทุนครั้งแรกเพื่อให้ระบบบริหารจัดการเดินหน้าไปได้ด้วยตนเอง
นายนราพัฒน์ยังยืนยันว่าการใช้เงินภาษีต้องมีกลยุทธ์ เช่น การจัดทำโซนนิ่งเพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด และการเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็น "ผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร" แทนการรอรับเงินแจกเพียงอย่างเดียว
ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายนราพัฒน์ได้นำเสนอการใช้ระบบ Big Data มาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ "Young Smart Farmer" ทราบความต้องการของตลาดโลกและเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยลดบทบาทพ่อค้าคนกลางและสร้างรายได้ที่มั่นคงจนลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมือง
พร้อมทั้งแสดงจุดยืนทางการเมืองที่เด็ดขาดในการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยสนับสนุนกฎหมายประหารชีวิตคนโกงของนายพีระพันธุ์ และเชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยทิ้งท้ายว่า "เราจะเลือกเบอร์ 6 เพื่อให้น้ำมันและไฟฟ้าถูกลง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรแข็งแรงขึ้น วันที่ 8 นี้ กาเบอร์ 6 ไม่โกหก แล้วพบกัน"








