วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แนวคิด "กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ" โดยได้เล่าถึงเส้นทางการเมืองและการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่าตนเองได้รับทราบข่าวว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะตั้งพรรคการเมืองเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ในขณะที่นายพีระพันธุ์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนในฐานะรุ่นพี่ที่รู้จักกันมานานได้เข้าไปสอบถามความชัดเจน และตัดสินใจร่วมเดินทางทางการเมืองด้วยกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
นายวิทยา กล่าวว่า แม้ตนจะเป็น สส. ภาคใต้มาถึง 9 สมัย แต่ก็ได้รับมอบหมายภารกิจที่ยากที่สุดคือการไปดูแลพื้นที่ภาคอีสาน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ไปปราศรัยในภาคอีสานมาไม่น้อยกว่า 4 สมัย โดยยึดถือนโยบายหลักคือการยุติความขัดแย้ง และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึงการทำงานการเมืองด้วยความซื่อสัตย์
นายวิทยาได้ถ่ายทอดถึงบรรยากาศการทำงานในพื้นที่ภาคอีสานว่า ตนได้เริ่มต้นจากการเข้าไปพบกับประธานคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานีเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แม้ตนจะเป็นแกนนำ กปปส. ที่เคยมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงมาก่อนก็ตาม โดยนายวิทยาได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้นว่า
"ผมไปที่บ้านประธานเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ตั้งใจว่าถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ ผมรู้ตัวเขาและเขาก็รู้ว่าผมเป็นแกนนำ กปปส. ที่เคยฟัดกันมากับเสื้อแดงจนโดนคดีทั้งสองฝ่าย แต่ตัดสินใจไปเจอกัน มีคนมา 20 กว่าคน ผมก็พูดให้ฟังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งขึ้นมาเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทำการเมืองซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินและประชาชน ถ้านึกเห็นด้วยก็ไปด้วยกัน ซึ่งเรานั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่ 2 ชั่วโมง จนในที่สุดคนเสื้อแดงกลุ่มนั้นก็ประกาศตัวพร้อมจะเดินแนวทางร่วมกับคุณพีระพันธุ์ และทำงานด้วยความสามัคคีมาจนถึงวันนี้"
นายวิทยากล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อในพื้นที่ภาคอีสานยุติลง โดยไม่มีการแบ่งแยกเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองอีกต่อไป ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปภาคอีสานแล้วได้รับการต้อนรับจากประชาชนทุกกลุ่มอย่างล้นหลาม
อย่างไรก็ตาม นายวิทยาได้วิจารณ์สถานการณ์การเมืองที่มีบางกลุ่มบางพรรคพยายามผูกขาดความรักชาติผ่านยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพียงพรรคเดียว ซึ่งตนมองว่าความรักชาติเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน พรรคใดพรรคหนึ่งจะผูกขาดไม่ได้ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จนนำมาสู่การที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้เข้าร่วมรัฐบาล และนายพีระพันธุ์ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ผลงานที่ชัดเจนคือค่าไฟฟ้าที่ไม่เคยปรับขึ้นเลย
สำหรับนโยบายด้านพลังงานที่เป็นเป้าหมายสำคัญในอนาคต คือการผลักดันโซลาร์เซลล์ไฟฟ้าเสรีเพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านจัดสรรและภาคอีสานได้ใช้ไฟฟ้าฟรีโดยไม่มีนายทุนมาปิดกั้น รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและนักธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่เน้นแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างตรงจุด คือการลดราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลให้เหลือลิตรละ 25 บาท โดยนายวิทยาได้ย้ำถึงที่มาของงบประมาณในการดำเนินการเรื่องนี้ว่า
"เราจะไม่ไปขูดรีดภาษีประชาชนมาเป็นค่าลดราคาน้ำมัน แต่จะเป็นการเจาะเลือดจากหัวใจของนายทุนที่สูบเลือดประชาชนมานาน เพื่อต่อท่อคืนกลับไปให้ประชาชนทั้งหมด นโยบายนี้คือการที่คุณพีระพันธุ์จะไปปล้นคนรวยมาเผื่อแผ่ประชาชน การรบครั้งนี้ไม่ใช่การรบธรรมดา แต่เป็นการประกาศศักดา ‘โรบินฮูดคนจน’ ที่จะไปปล้นนายทุนมาคืนให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน ไม่ต้องมาแจกเงินคนละ 500 หรือ 1,000 ให้เมื่อย แต่เป็นการลดค่าครองชีพที่ได้ประโยชน์กันทุกคนอย่างแท้จริง" นายวิทยา กล่าว







