วันที่ 3 ก.พ.2569 ดร.ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุกส่วนตัว "ธารินี วรินทรากุล - Tharinee Warintrakul" ระบุว่า
" ประกันสังคมไม่ใช่เวทีระบายอารมณ์ของนักการเมืองที่เพิ่งนึกโกรธ
ในช่วงเวลาที่ประเด็นประกันสังคมถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อร้อนทางการเมือง เราได้เห็นอารมณ์โกรธของนักการเมืองบางคนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับเพิ่งค้นพบความอยุติธรรมครั้งใหญ่ในระบบที่เกี่ยวข้องกับเงินของผู้ใช้แรงงานนับสิบล้านคน
ฟังดูแล้วเหมือนน่าเห็นใจ
แต่ถ้าหยุดคิดให้ลึกอีกนิด คำถามสำคัญคือ
ความโกรธนั้น เกิดจากการ “เพิ่งรู้” จริงหรือเปล่า
หรือเป็นเพียงความโกรธของคนที่ รู้มานานแล้ว แต่เลือกเงียบ
เพราะต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองบางคนที่ออกมาพูดแรงในวันนี้ ไม่ได้ยืนอยู่นอกระบบ ไม่ได้เป็นคนนอกวง และไม่ได้ถูกปิดกั้นข้อมูล แต่เป็น “กรรมการในบอร์ดประกันสังคม” มาแล้วเกือบสองปีเต็ม
สองปีนั้นไม่ใช่เวลาสั้น ๆ
เป็นช่วงที่เห็นเอกสารทุกแผ่น
รับรู้ตัวเลขทุกก้อน
เข้าใจโครงสร้างทุกชั้น
ถ้าระบบมันมีปัญหาหนักขนาดนี้จริง คำถามที่ประชาชนมีสิทธิ์ถามอย่างตรงไปตรงมาคือ
สองปีที่ผ่านมา ทำอะไรกันอยู่
ถ้าสิทธิประโยชน์ไม่ตอบโจทย์แรงงาน
ถ้าการบริหารไม่โปร่งใส
ถ้าโครงสร้างมันเอียง
ทำไมไม่เคยเห็นมติคัดค้าน
ทำไมไม่มีบันทึกการทักท้วง
ทำไมไม่มีข้อเสนอเชิงโครงสร้างออกมาให้สังคมรับรู้
หรือเพราะตอนนั้น
ยังไม่มีไมค์
ยังไม่มีแฮชแท็ก
ยังไม่มีคลิปตัดสั้นให้แชร์
วันนี้พอกล้องหันมา ความโกรธจึงดังขึ้นทันที พูดเหมือนเพิ่งเจอความอยุติธรรม ทั้งที่นั่งอยู่ตรงนั้นมาตลอด
นี่ไม่ใช่ความจริงใจ
แต่มันคือการ รีแบรนด์ตัวเองจากคนในระบบ ให้กลายเป็นเหยื่อของระบบ
สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ การนำเงินผู้ประกันตนมาเป็นฉากหลังของการแสดงทางการเมือง เงินของแรงงานไม่ควรถูกใช้เป็นพร็อพ และประกันสังคมไม่ใช่โรงละคร
ผู้ใช้แรงงานไม่ได้ต้องการนักการเมืองที่ “โกรธแทน”
แต่ต้องการคนที่ ทำงานแทน
ถ้านั่งอยู่ในบอร์ด หน้าที่ไม่ใช่รอวันออกสื่อ แต่ต้องพูดในห้องประชุม ค้านในวันที่มติไม่เป็นธรรม และเปิดโปงในวันที่ยังถือเอกสารอยู่ในมือ
ไม่ใช่เงียบสองปี แล้วค่อยดังในวันที่กระแสมา
อย่าบอกว่าเพิ่งรู้
เพราะไม่มีใครในบอร์ดมีสิทธิ์เพิ่งรู้
อย่าบอกว่าพูดไม่ได้
เพราะตำแหน่งนั้นถูกตั้งมาเพื่อพูดแทนแรงงานโดยตรง
ถ้าพูดไม่ได้ ก็ไม่ควรนั่ง
ถ้านั่งแล้วไม่พูด ก็ต้องอธิบายให้ประชาชนฟังว่าเลือกเงียบเพราะอะไร
เพราะการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่ศิลปะของการรอจังหวะ
แต่คือความกล้าที่จะยืนต้าน ในวันที่ไม่มีใครปรบมือ
แรงงานไทยไม่ได้ต้องการพระเอก
ไม่ได้ต้องการคำพูดสะใจ
และไม่ได้ต้องการความโกรธตามฤดูกาล
สิ่งที่เขาต้องการ คือความรับผิดชอบที่ต่อเนื่อง และความจริงที่ถูกพูดออกมาทั้งก้อน
ถ้าอยากปฏิรูปจริง ก็พูดให้หมด
เคยเสนออะไรในบอร์ด
เคยค้านมติไหน
เคยถูกใครปัดตก
และลงมติอย่างไร
เอาเอกสารออกมา
เอาบันทึกประชุมออกมา
เอาความจริงออกมาให้ครบ
ไม่ใช่หยิบแค่อารมณ์
แล้วทิ้งความรับผิดชอบไว้ใต้โต๊ะ
เพราะสุดท้ายแล้ว
คนทำงานจริง เขาไม่ต้องรอวันดัง
แต่คนที่รอวันดัง มักไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย
และประชาชนก็แยกออกเองได้เสมอว่า
ใครลงมือทำจริง
กับใครแค่รอให้ถึงวันที่ตัวเองได้พูดดัง ๆ"







