วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงเทพฯ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แนวคิด "เด็ดขาด แก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ณ ตลาดคงอุดม (ชุมทางสยามยิปซี) โดยมีแกนนำและผู้สมัครของพรรคร่วมเวทีอย่างคับคั่ง อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม ผู้สมัคร สส. เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) หมายเลข 4 นายธนกร คงอุดม ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 (บางพลัด–บางกอกน้อย) หมายเลข 13 เป็นต้น
นายพีระพันธุ์ เริ่มต้นการปราศรัยด้วยการย้อนรำลึกถึงความสำเร็จของพรรคในอดีตที่เคยได้ สส. 36 คน แม้โพลจะระบุได้ไม่เกิน 7 คน พร้อมแสดงความมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้บางโพลจะไม่มีชื่อของพรรคหรือชื่อของตนเอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกตกใจหรือตื่นเต้น เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น "นักทำงานการเมือง" ไม่ใช่ "นักเล่นการเมือง" และมุ่งเน้นการสร้างพรรคเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องการคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่คนที่เข้ามาเพื่อรอขายตัวหรือหวังผลประโยชน์ส่วนตัว
หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวชื่นชมในความจริงใจของนายชัชวาลล์ คงอุดม หรือ "ชัช เตาปูน" ว่าเป็นคนจริงใจและพึ่งพาได้เสมอมา ซึ่งจากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด ทั้งกาญจนบุรี ลพบุรี และนครนายก ประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงบุญคุณและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนายชัชวาลล์ สอดคล้องกับสโลแกนของพรรคที่ว่า "สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง"
โดยนายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่าพรรคมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาวิกฤตชาติ 6 เรื่องหลักอย่างเด็ดขาดและฉับพลัน เพื่อพลิกโฉมประเทศให้คนรุ่นลูกหลาน
ในประเด็นด้านพลังงาน นายพีระพันธุ์ระบุว่ารวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่ทำให้ประชาชนเหลือเงินในกระเป๋าทั้งประเทศถึง 270,000 ล้านบาทต่อปี และสามารถลดหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จาก 99,000 ล้านบาท เหลือ 42,000 ล้านบาท หรือลดไปกว่า 57,000 ล้านบาทในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมประกาศนโยบายลดค่าไฟฟ้าจากปัจจุบัน 3.94 บาท ให้เหลือ 3.71 บาท และตั้งเป้าหมายสุดท้ายที่ 3.30 บาทต่อหน่วย หากได้รับอำนาจบริหารอย่างเต็มรูปแบบในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยจะเข้าไปจัดการโครงสร้างที่ซับซ้อนระหว่าง กฟผ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง
สำหรับนโยบายก๊าซหุงต้ม นายพีระพันธุ์ยืนยันว่าตลอด 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน ได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม แม้ต้นทุนจะอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม แต่หลังจากพ้นตำแหน่งราคากลับดีดขึ้นไปถึง 480 บาท ทั้งที่ต้นทุนลดลงเหลือเพียง 17-20 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนจะปรับลดราคาก๊าซหุงต้มลงให้เหลือไม่เกิน 360 บาทต่อถัง เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยนายพีระพันธุ์ได้สื่อสารความตั้งใจถึงพี่น้องประชาชนผ่านการปราศรัยตอนหนึ่งว่า
"พีระพันธุ์และรวมไทยสร้างชาติจะเอาชีวิตมาคืนประชาชน ให้เป็นไทยแก่ตัวจากการถูกนายทุนขูดเลือดขูดเนื้อทุกวัน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่เป็นวันที่ท่านจะเลือกชีวิตของท่านเอง เราจะไม่ยอมอยู่เป็นทาสนายทุนอีกต่อไป เพราะทุกพรรคมีแต่นักการเมือง แต่รวมไทยสร้างชาติมีแต่นักทำงานการเมืองที่ทำจริงและไม่กลัวใคร เรามองเศรษฐกิจคือชีวิตของท่าน ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP แต่คือเศรษฐกิจฐานรากที่หาเช้ากินค่ำ รัฐบาลรวมไทยสร้างชาตินอกจากจะเอาชีวิตมาคืนท่านแล้ว จะเป็นที่พึ่งให้ท่านตลอดชีวิตด้วย"
นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้นำเสนอนโยบายด้านสวัสดิการและเศรษฐกิจอย่างครบถ้วน โดยเตรียมจัดตั้ง "กองทุนฉุกเฉิน" วงเงินเริ่มต้น 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชน 1 ล้านคน กู้ยืมรายละ 50,000 บาท ไปเริ่มต้นชีวิตหรือแก้หนี้สิน โดยไม่มีดอกเบี้ย และผ่อนชำระได้นาน 10 ปี พร้อมนโยบายจ้างงาน 300,000 ตำแหน่ง แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 100,000 คน, นักศึกษาจบใหม่ 100,000 คน และผู้ตกงาน 100,000 คน ในอัตราเงินเดือน 12,000 บาท
ส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและคนพิการ จะปรับเป็น 1,500 บาทถ้วนหน้า และหากเคยเป็นผู้เสียภาษีจะได้รับเพิ่มเป็น 2,000 บาท รวมถึงนโยบายปรับปรุงกฎหมายเพื่อ "พักหนี้ครัวเรือน" ทั้งหนี้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และบ้าน เมื่อเกิดวิกฤต
นายพีระพันธุ์ได้เน้นย้ำถึงความเด็ดขาดในการปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรม โดยชูนโยบายสร้าง "คุกกลางทะเล" สำหรับขังพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ พร้อมเชิญชวนประชาชนออกไปเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยขอให้เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ บัตรสีชมพู เบอร์ 6 ทั้งประเทศ และเลือกผู้สมัคร สส.เขต บัตรสีเขียว เพื่อนำชีวิตของประชาชนกลับคืนมา







